โดยส่วนตัวแล้วคิดเห็นว่า
ผลที่ตนเองเคยได้รับระหว่างการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงปริญญาตรี ส่วนใหญ่เกิดจาก "การจำ" มากกว่า "การเรียนรู้"
แต่หลายเรื่องที่เกิดได้เรียนรู้จากการปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียนในวัยเรียน กลับนำมาใช้ได้ดีในชีวิตประจำวัน มากกว่าวิชาที่ท่องจำ
ยิ่งจำได้มาก ก็ยิ่งทำข้อสอบได้มาก
ทำข้อสอบได้มาก ก็คะแนนดีมาก
คะแนนดีมาก ก็มีคนชื่นชมมาก
มีคนชื่นชมมาก ก็ยิ่งมั่นใจในตัวเองมาก
มั่นใจในตัวเองมาก ก็ยิ่งมีทางเลือกในการทำงานมาก
ทำงานมาก ก็ยิ่งห่างจากครอบครัวและเพื่อนๆมาก
ห่างจากคนที่รักเราและคนที่เรารักมาก ก็เลยต้องช่วยตัวเองมาก
ช่วยตัวเองมาก ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวเองมาก
ว้า ! แย่จัง หาความพอดีไม่ได้เลยเรา
ได้มารู้จัก "การเรียนรู้" "การคิดเป็น" ก็ตอนเรียนปริญญาโทนี่แหละค่ะ เมื่อตอนเรียนจะรู้สึกเหนื่อยมาก พอจบแล้วก็ยิ่งกังวลอีก ว่าไอ้ที่เรียนมา จะเอาไปทำประโยชน์อย่างไร กับใคร ได้บ้าง กลัวจะต้องเอาปริญญามาแขวนไว้ที่ฝาบ้าน ไม่คุ้มค่ากับที่อาจารย์สั่งสอนมา
ตอนนี้ก็เลยต้องขวนขวายหาความรู้เสมอ แต่ก็ยังไม่สามารถนำความรู้ที่สะสมไว้จนจะขึ้นสนิม ออกมาทำประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า และเป็นรูปธรรม ได้ซะที
โดนค่อนคอดจากคนรอบข้างว่า ชื่อ นักวิชาการ นามสกุลนามธรรม เพราะทำได้แต่ตัวหนังสือบนกระดาษ จนโกรธตัวเองแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้เรื่องซะที
จะเปรียบก็เหมือน ปลูกมะม่วงดูแลบำรุงจนต้นสูงใหญ่ สวยงาม แต่ยังไม่ลูกมะม่วงให้กินได้ ซะที สงสัยจะได้ประโยชน์จากโค่นเอาไม้มะม่วงทำเฟอนิเจอร์ มากกว่ารอกินลูกมะม่วง ซะแล้ว
ไม่รู้ว่า ใครเป็นอย่างนี้บ้างหนอ