สรุปการเรียนรู้เรื่อง

ปัจจัยแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารงานจัดเก็บภาษี

1. ผมเคยได้รับเชิญมาพูดให้กรมสรรพสามิตหลายครั้งในอดีตให้แก่บุคลากรระดับกลางและระดับปฏิบัติการ – พบว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรทางภาษีที่สำคัญ มีข้าราชการกระจายไปทั่วประเทศ แต่การพัฒนาบุคลากรยังต้องทำ เพราะยังขาดทฤษฎี 3 ต. คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง

2. ดังนั้น ภายใต้การนำของท่านอธิบดีฯ ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ซึ่งเคยผ่านงานรัฐวิสาหกิจมาเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ริเริ่มโครงการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง

• 2 วันในกรุงเทพฯ +5 วันในประเทศจีนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ผมขอให้กำลังใจ อยากให้เอาจริงกับเรื่องพัฒนาคนของกรมฯ และกระจายไปให้ทั่วถึงทุกระดับ เพื่อวันหนึ่งจะได้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

3. การที่กรมฯ ได้เชิญมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยประสานงานจัดการเรียนรู้นั้นเป็นการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประโยชน์มาก และขอขอบคุณที่เชิญผมมาร่วมด้วยในวันนี้

4. การพัฒนาทุนมนุษย์หรือทรัพยากรมนุษย์ในระบบราชการเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากระดับสูงแล้วก็หวังว่าจะมีการกระจายโอกาสไปยังระดับอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะในระดับที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สำคัญ เพราะผู้นำรุ่นปัจจุบันต้องวางแผนจัดการให้เกิดการทดแทน (Succession Plan) ข้าราชการที่จะเกษียณอายุในอนาคต

5. ปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาบุคลากรในองค์กรส่วนมากสำเร็จ ก็คือ

1) มีผู้นำระดับสูงสนใจเรื่องคน

2) ระดับกลางหรือ Staff Function เช่น ผอ.ฝึกอบรมหรือการเจ้าหน้าที่ต้องเป็นข้าราชการที่ทันสมัยหรือเรียกว่า Smart HR หรือ New HR ที่จะทำหน้าที่ตามที่ผู้นำต้องการ

3) และสุดท้ายก็คือกลุ่ม Non-HR ที่ไม่ได้ทำงานโดยตรง แต่ก็มีหน้าที่พัฒนาและบริหารทุนมนุษย์อยู่แล้วด้วย มีบทบาทอย่างแท้จริง

6. ตัวอย่างของ Smart HR หรือ Non-HR ที่สามารถประยุกต์กับกรมฯได้

7. ผมมีตัวอย่างที่ผมได้ทำในนามของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศและ Chira Academy ต่อเนื่องมาจากงานที่ผมทำอยู่ที่สถาบันทรัพยากรมนุษย์ ยกตัวอย่างองค์กรที่ได้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป อาทิ

• หน่วยงานราชการได้แก่

– กระทรวงวัฒนธรรม

– กรมวิทยาศาสตร์บริการ

– สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

– สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

– ฯลฯ

• หน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้แก่

– การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

– การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

8. วันนี้ผมจะขอสรุปประเด็นใหญ่เรื่องเศรษฐกิจของจีนและระบบภาษีสรรพสามิตของจีน เพื่อให้ทุกท่านได้เปรียบเทียบระหว่าจีนกับไทยจะได้ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

9. ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ประมาณ 30 ปีภายใต้นโยบายของเติ่งเสี่ยวผิง จีนมีนโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ คือ การเมืองยังเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แต่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานโยบายของเขาปฏิบัติได้ผลดี มีการเชื้อเชิญต่างประเทศมาลงทุนในประเทศจีน และให้สิทธิประโยชน์มากมาย และในที่สุดจีนก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ ส่งออกไปทั่วโลก ถูกมองว่าเป็นโรงงานของโลก

10. เศรษฐกิจจีนในอนาคต ประมาณ 15-20 ปี จะเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ชนะแม้กระทั่งอเมริกา

11. ดังนั้น เศรษฐกิจโลกก็จะมีประเทศจีนเป็นผู้นำ การไป Study Tour ที่จีนครั้งนี้น่าจะสร้างความสัมพันธ์ทางด้านรัฐบาล/รัฐบาล มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านภาษี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป ผมเรียกว่าการดูงานของคณะครั้งนี้ว่า “การทูตภาคประชาชน” เพราะไม่ใช่งานของกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

12. ประเทศไทย/ประเทศจีนมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน ทั้งทางด้านเชื้อชาติและเศรษฐกิจ ปัจจุบันการส่งออกของไทยไปยังจีนเกือบ 11% ไทยไปลงทุนที่จีนและจีนก็มาลงทุนที่ไทย แต่ไทยยังได้ดุลการค้ามากกว่าประเทศจีน

13. จีนยังเชื่อมโยงกับไทยหลายเรื่อง

– ASEAN+3

– APEC

– ASEM

– และ GMS คือ Greater Mekong Sub-Region โดยมีรัฐ Yunnan เป็นสมาชิกของ GMS และปัจจุบันก็รวมรัฐกวางสีเข้ามาด้วย โครงการ GMS กับจีนมีมากมาย และเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

14. ตัวอย่างที่ผมทำอยู่ในนามของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างที่ตั้งโดยมติครม. ก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เรื่องการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ GMS โครงการเศรษฐกิจพอเพียงกับรัฐยูนาน และใน 3 ปีจากนี้ก็จะมีโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านพลังงาน/พลังงานทดแทน กับ GMS โดยมีจีน พม่า ลาว กัมพูชา ร่วมด้วย

15. กรมสรรพสามิต ก็อาจจะใช้โอกาสไปเชื่อมโยงกับจีนสร้างโครงการพัฒนาบุคลากรทางด้านภาษีใน GMS ซึ่งประเทศจีนเป็นสมาชิกอยู่ก็ย่อมได้ ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ 2 ประเทศ และในกลุ่ม GMS ดีขึ้น

16. วันนี้หากมองเรื่องเศรษฐกิจ..ประเทศจีนมีความเสี่ยงหลายอย่าง

1) การเจริญเติบโต 10% ต่อเนื่องมากว่า 20 ปีแล้ว มีคนพูดว่า.. ฟองสบู่ของเศรษฐกิจจีนถูกเป่าให้โต อาจจะแตกวันหนึ่งก็ได้ โดยเฉพาะการเร่งปล่อยสินเชื่อจากธนาคารของรัฐ และการเก็งกำไรของอสังหาริมทรัพย์และถ้าฟองสบู่แตกอะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย

2) จีนถูกกดดันจากโลกภายนอกให้ปรับค่าเงินหยวนสูงขึ้นซึ่งปัจจุบันอ่อนเกินไปทำให้จีนรวยประเทศเดียว เพราะส่งออกมากมีดุลการค้าเป็นบวก และมีเงินทุนสำรองมากมาย ซึ่งล่าสุดจีนได้สัญญากับที่ประชุม G20 ที่ Toronto ว่าจะให้อัตราแลเปลี่ยนลอยตัวแบบช้า ๆ

3) แต่ถ้าจีน ถูกกดดันจากสหรัฐมากเกินไป จีนจะยอมหรือไม่? ขึ้นอยู่กับปัญหาทางการเมือง เพราะความเหลื่อมล้ำในประเทศ เพราะจีนมีปัญหาแรงงานไร้ฝีมือและการว่างงานมาก รวมทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค

4) ปัญหาแรงงานสัมพันธ์ระหว่างสหภาพแรงงานกับผู้ลงทุนชาวต่างประเทศ

5) ปัญหา Human Right การเรียกร้องของฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยให้สมบูรณ์แบบในประเทศจีน

จุดแข็งของจีน

1. รัฐบาลมีความมั่นคง พรรคมีนโยบายแน่วแน่ที่จะวางแผนระยะยาว

2. ผู้นำและการเมืองมั่นคง ใน 10 ปีข้างหน้ามีการวางแผนว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีทำให้การเมืองกับเศรษฐกิจมีความมั่นคงระยะยาว

3. ระบบการคลังของจีนยังมั่นคงเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ

• การขาดดุลงบประมาณในช่วง 2007 – 2008 ไม่ถึง 1% ของ GDP

• ถึงแม้จะสูงขึ้น ช่วงหลัง ๆ ก็ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก

4.การเก็บภาษีก็ทำได้ดี อย่างปีที่แล้วพอเศรษฐกิจฟื้นก็เก็บภาษีทั้งหมดเพิ่มขึ้นกว่า 35%

5.จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า.. มีปัจจัย 4 ตัวที่ทำให้การเก็บภาษีของจีนได้ผล

• เศรษฐกิจของจีนขยายตัวได้ดี

• มีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ ๆ เสมอ (โดยเฉพาะภาษีน้ำมันกับบภาษียาสูบ)

• ฐานภาษียังต่ำอยู่

• มีการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องทำให้ประสิทธิภาพในการเก็บภาษีดีขึ้น

การไปดูงานครั้งนี้ก็อาจจะดูจุดแข็ง โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาระบบการเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ และโดยเฉพาะเก็บจากชาวต่างประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ

6. โครงสร้างองค์การในการจัดเก็บภาษีของจีนแยกระหว่าง

• กระทรวงการคลังที่ดูแลนโยบายภาษี

• State Administration Tax (SAT) ซึ่งเป็นหน่วยงานเก็บภาษีและหน้าที่สำคัญนอกจากการเก็บภาษีแล้ว SAT ยังมองกว้าง..ทำหน้าที่เรื่องพัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศ ที่สำคัญก็คือพัฒนาและให้ทุนการศึกษากับบุคลากรทางด้านภาษี เรียกว่าเป็น in-service training

สำหรับประเทศไทยยังคิดในเรื่องเหล่านี้ไม่มากนัก ยังไม่เน้นการพัฒนาให้บุคลากรมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ใฝ่รู้ ยังไม่ค่อยคิดแบบ Critical Thinking ดังนั้น การนำเอาจุดที่ดีของจีนมาเป็นตัวอย่างก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของประเทศไทยให้สูงขึ้น

สรุป

การไปดูงานครั้งนี้ได้เรียนรู้หลายเรื่องเกี่ยวกับระบบภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะประเทศจีนจะโดดเด่นเรื่องภาษีบุหรี่ และคนจีนจะสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก

อีกเรื่องหนึ่งคือภาษีน้ำมันซึ่งคงจะเป็นปัญหาสำคัญญของไทย โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่มักจะเน้นการลดภาษีให้ประชาชน