อ้างถึง 7-11 มิย 2553

สุขทุกข์ นั้นย่อมมีปะปนกันไปในชีวิต

ดีชั่ว ชิงชัง ก็ย่ออมมี ถูกผิดสมมุติขึ้นมา ถูกใจว่าดี ผิดใจว่าชั่ว

อยู่กับมนุษย์นั้นลำบากต้องทำใจ ควมวุ่นวายมันมีมาก

เวลามีน้อยเร่งสะสมบารมีธรรม ท่านจะได้พบกับบรมสุขแห่งธรรม

ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ ผลก็เลยตามา

สิ้นโลก เหลือธรรม สิ้นกรรม หมดเวร

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือให้อภัย

ทุกคนต่างก็ต้องการธรรม

บางพวกต้องการ ยุติธรรม

บางพวกต้องการ ธรรมชาติ

บางพวกต้องการ ความเป็นธรรม

บางทีคนเรามีวัตถุสิ่งของเครื่องอำนวยความสะดวก แต่ก็ยังต้องการความยุติธรรม

ยุติ นั้น คือ หยุด เมื่อนำมารวมแล้วก็คือ หยุดที่ธรรม

ธรรมคือคำสอนของศาสดา ศาสดาสอนให้ปถุชนมีศีล 5 ใครไม่มีศีลห้าคนนั้นไม่มีธรรม ศีล ข้อ 4 บอกว่าไม่ให้มุสา

มุสา นั้นหมายถึง การใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควร เช่น พูดปด พูดนินทา พูดหยาบคาย พูดทำร้ายจิตใจคนอื่น เป็นต้น

คนบางประเภทนั้นพูดไปแล้วบอกว่าจำไม่ได้นั้น เขาอาจลืมเพราะไม่ใส่ใจในคำพูดของตน หรือ สมองผิดปกติ (เป็นประสาท) จึงจำไม่ได้

คนประเภทนี้ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง งานเยอะมาก ยุ่ง! เวลาหวีผมไม่มีหรอก

สิ่ง สำคำญคือไม่ยึดติด แค่ปล่อยแล้ววาง มันก็เบา เราก็สบาย สวัสดีครับ

บางคนแก่ใกล้ตายก็วางไม่เป็น ก็สุดแล้วแต่กำลังสติปัญญาที่มี เพราะบารมีมันต่างกัน...

.............

ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เกิดความซาบซึ้งสุดจะบรรยาย แต่ช่วงจบดูเหมือนจะแสดงตัวตน(ธาตุแท้)ที่แท้จริงออกมา......

การที่นำบารมีมาเป็นบทสรุปแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลความคิดสมัยทาส เป็นการยอมรับของสิ่งที่ตำกว่ามนุษย์ ซึ่งเมื่อไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ก้อยกขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ให้เกิดการยอมรับเพื่อความสบายใจ มนุษย์ทุกคนย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน ...... การที่จะได้มาซึ่งบารมีนั้นต้องเกิดจากการมีศัทธา .... ถ้าไม่มีศัทธา บารมีก้อไม่เกิด... ยกตัวอย่างมาเสียเลิศเลอสุดท้ายก้อจบที่หางของตน...........

บารมี? เวรกรรม ที่กระทำมันลบกันไม่ได้ สิ่งที่ทำลงไปสำนึกมันจะเป็นตัวชี้วัด อยู่ที่สำนึกนั้นจะเป็นสำนึกฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว เปรียบกับผ้าขาว เมื่อเปื้อนสีดำ จะย้อมด้วยสิ่งใด ก้อหาได้กลับมาขาวบริสุทธิ์ได้ดังเดิม......แต่ถ้าโกหกแม้กับตนเองได้.......แต่กลับเข้าใจว่าบรรลุธรรมสูงสุด......มันเป็นเดรัจฉานวิชาประเภทหนึ่ง.......... ที่ถ้าจะดูสวยหรูก้อต้องนำธรรมมาเปรียบเทียบ......อนิจจาเหมือนกับก้อนหินที่พระพุทธองค์ประทับอยู่... แต่ไม่เคยรู้ซึ้งถึงรสพระธรรม..........

สติปัญญาที่คิดเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ ทำร้ายผู้อื่น แต่มาอ้างบารมี จะมีประโยชน์อันใด.... ก่อนที่จะสั่งสอนผู้อื่น.... ที่กล่าวมาข้างต้นตนเองทำได้หรือยัง?..

ประเทศที่วุ่นวายทุกวันนี้... ก้อเพราะมีคนที่พูดดี....คิดดี....แต่ไม่เคยทำดี...ให้เป็นที่ปรากฏ แต่ก้อยังคิดว่าตนเองทำดี ....นับเป็นบุคคลที่ควรเห็นใจ....ให้อภัย....แต่จงอย่าลืมว่าเขาทำอะไรลงไป.....มีผลกระทบกับใคร.....อย่าคิดว่าตนเองจะอยู่นิรันดร์.......วันหนึ่งถ้าหัวโขนหลุดออกจากหัว....จะมีสักกี่ตัวที่ยกมือไหว้ ......ไปศึกษาคำว่าบารมีให้เข้าใจโดยถ่องแท้แล้วปรับตัวเองอาจจะยังมีคนให้อภัย.......ที่สำคัญอย่ารีบจนพิมพ์ สะกดให้ถูก ถึงจะเชื่อว่าจิตใจนิ่งพอ.......และก้อขอให้ปล่อยวางจริงๆ อย่าปล่อยแล้วจับวาง....วางแล้วปล่อย...๐๐๐๐ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มันจะไม่หลุดไปจากมือเสียที ... เลิกประดิษฐ์ถ้อยคำแล้วเริ่มทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเรียกว่าความดี .... อาจหนุนส่งให้มีความสุขในชีวิตที่เหลือได้...... สิงใดจริงสิ่งใดเท็จ...ผู้มีใจเป็นธรรมสามารถบอกตนเองได้ดีที่สุด...แต่ผู้มีใจอธรรม.....จะหลอกตนเองให้ถึงที่สุด....

ก่อนจบ.....เรื่องสมมุติที่เคยถามท่าน ผอ. ไว้ ยังรอคำตอบอยู่นะครับ......เห็นเขาว่าสถานศึกษาต้องปลอดเหล้า.... ไม่รู้จริงหรือเปล่า ..... หวังว่าท่านคงสนใจเรื่องนี้

ขอบคุณแทนอนาคตของชาติ........