ข้อ 1. อ่านหนังสือแฟนพันธุ์แท้แล้วทั้งคุณพารณและดร.จีระมีหลักการอะไรบ้างเกี่ยวกับทุนมนุษย์

จากการอ่านหนังสือแฟนพันธุ์แท้หลักการของคุณพารณสามารถที่จะสรุปได้ดังนี้

1. การนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่ได้รับในการทำงานมาประยุกต์ใช้และมุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์การ โดยมีแนวคิดที่ว่า”ให้การศึกษา บริหารจัดการ และพัฒนาคนให้มีความสามารถสู้ได้ในโลก

2. หลักการในเรื่องที่คิดว่าไม่ได้ต้องการเพียงแค่พนักงานที่เก่งเท่านั้นแต่ต้องการให้เป็นคนดีด้วย จากทุนดังกล่าวที่ว่านี้ได้นำมาสู่แนวความคิดเชิงความเชื่อและศรัทธาถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ประสบผลสำเร็จโดยประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลักคือ

ปัจจัยที่หนึ่ง คุณภาพของคน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงาน (Recruitment) คุณพารณเชื่อว่าถ้าบริษัทสามารถเลือกคนเข้าทำงานด้วยระบบชอบธรรมหรือ MERIT ก็เท่ากับว่าองค์กรไดเมล็ดพันธุ์ที่ดี มีเนื้อผ้าดีจะพัฒนาปรุงแต่งอย่างไรก็คงประสบความสำเร็จได้โดยง่าย

ปัจจัยที่สอง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ผู้บริหารระดับบนของบริษัทต้องมีความเชื่อว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือหลักการทางธุรกิจที่สำคัญยิ่ง ซึ่งนอกจากจะมีความเชื่อแล้วต้องมีการกระทำด้วย คือลงมาคลุกหรือลงมาดำเนินการในเรื่องการพัฒนาอย่างจริงจัง เหตุผลในสายตาคุณพารณก็คือ การจะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และการอบรมพนักงานต้องทำทั้งองค์กร จะได้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และเป็นการให้โอกาสคนอย่างเท่าเทียมกัน

ปัจจัยที่สาม ทัศนคติของฝ่ายจัดการ ซึ่งฝ่ายจัดการต้องเข้าใจว่า การพัฒนาฝึกอบรมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปแท้จริงแล้วเป็นการลงทุนในระยะยาว หรือ Long Term Investment ที่จะลงทุนในระยะยาว เพราะการลงทุนในเรื่องคน ไม่จำเป็นต้องเห็นผลตอบแทนในทันทีเสมอไป เพราะผลการพัฒนาฝึกอบรมหลายอย่างเป็นการสะสมทักษะทีละเล็กละน้อยซึ่งอาจไม่ได้นำมาใช้ในการทำงานประจำวันในทันที หลักการของคุณพารณในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นี้มีความสมดุล จึงให้การฝึกอบรมในทักษะคือ

(1) ทักษะในเชิงปฏิบัติการ (Functional Skill)

(2) ทักษะในเชิงแนวคิด (Conceptual Skill)

(3) ทักษะเกี่ยวกับบุคลิกภาพและการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Personal Skills)

ปัจจัยที่สี่ การปลูกฝังให้พนักงานพัฒนาตนเอง ถึงแม้ว่าการฝึกอบรมเป็นหน้าที่ของ 3 ฝ่าย คือ องค์กร ผู้บริหารและตัวพนักงานเองโดยองค์กรมีหน้าที่กำหนดนโยบายและวางแผน รวมทั้ง

เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชามีหน้าที่คอยดูแลว่า พนักงานผู้ใดต้องพัฒนาฝึกอบรมให้เขามี Value เพิ่มขึ้น ด้านพนักงานนั้น มีหน้าที่เอาใจใส่ต่อการพัฒนาฝึกตนเอง หาความรู้ หาประสบการณ์ จากการพัฒนาฝึกอบรมนั้นๆให้มากที่สุด นั่นหมายความว่าพนักงานจะต้องจูงใจตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนในการพัฒนาตนเอง ต้องอุทิศตัวเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ และต้องพยายามตลอดเวลาที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสามารถประสบการณ์ให้สูงสุด

3. บันไดแห่งความเป็นเลิศ 4 ขั้น ดังนี้

(1) ลองทำอะไรที่เริ่มจาก Gook ideas Action สู่ผลสำเร็จ

คือ Plan,Do,Check,Act

(2) อย่าทำอะไรโดยไม่มี priority ลำดับความสำคัญเริ่มก่อนมุ่งมั่นให้ดี (คือต้องมี Focus)

(3) ทำโดยให้มี participation ของทุกคน ทุกระดับ (คือ สร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม)

(4) ทุกโครงการต้องมีผู้เป็นเจ้าของ (คือมี Ownership)

4. การกำหนดกรอบใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

(1) ปรัชญาหรือแนวความคิด (concept) ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(2) เป้าหมายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(3) วิธีที่จะทำให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ประสบผลสำเร็จ

(4) ปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

จากการอ่านหนังสือแฟนพันธุ์แท้หลักการของดร.จีระสามารถที่จะสรุปได้ดังนี้

1. ทฤษฎี 8 K s ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์ของดร.จีระที่ว่าการจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีทุน 8 ประการ ซึ่งประกอบด้วย

K1 Human Capital ทุนมนุษย์

K2 Intellectual Capital ทุนทางปัญญา

K3 Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม

K4 Happiness Capital ทุนแห่งความสุข

K5 Social Capital ทุนทางสังคม

K6 Sustainable Capital ทุนทางแห่งความยั่งยืน

K7 Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT

K8 Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

2. ทฤษฎี 5 K s เป็นการเพิ่มขึ้นมาเมื่อกระแสโลกาภิวัฒน์แรงขึ้นและส่งผลกระทบถึงทรัพยากรมนุษย์ จึงมีการเพิ่มทุนที่มากับกระแสโลกาภิวัฒน์ขึ้นอีก ประกอบด้วย

K1 Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์

K2 Knowledge Capital ทุนทางความรู้

K3 Innovation Capital ทุนทางความนวัตกรรม

K4 Emotional Capital ทุนทางอารมณ์

K5 Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม

3. ทฤษฎีการสร้างฐานความรู้สู่มูลค่าเพิ่ม

4. HR Architecture ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการมองภาพรวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งในภาพใหญ่ (Macro ) คือระดับประเทศ สังคม ชุมชน และในระดับองค์กร (Micro)

ข้อ 2. สิ่งที่เหมือนกันระหว่างคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ มีดังนี้

2.1 ความเชื่อและความมุ่งมั่นในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ความเชื่อของคุณพารณ ในเรื่องของคนที่ว่า “คนเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์กร” คนทุกคนเมื่ออยู่กับองค์กรคุณค่าของคนจะเพิ่มขึ้น ไม่เหมือนกับเครื่องจักร หรือเครื่องมือต่างๆ ซึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปคุณค่าของเหล่านี้จะค่อยๆลดลดไปตามกาลเวลา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของดร.จีระ ที่กล่าวว่า “คน” ถือเป็นทรัพย์สิน หรือ asset ที่สำคัญที่สุดขององค์กรย่อมหมายความว่า ผู้นำขององค์กรนั้น ได้มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องของคน และพร้อมจะกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง ไว้เป็นปรัชญาขององค์กร ทำให้ตลอดชีวิตการทำงานของทั้งสองท่านมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์

2.2 การเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งบุคลิกลักษณะของทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีลักษณะบุคลิกแบบ Global Man มีความสามารถพิเศษที่สามารถนำผู้มีความรู้และมีชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศมาให้ความร่วมมือทั้งในด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และในรูปแบบเครือข่าย สามารถสร้างความน่าเชื่อถือจากคู่กรณีที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งผู้ที่จะมีลักษณะพิเศษแบบนี้จะหาได้น้อยมากซึ่งทั้งสองท่านสามารถแสดงบุคลิกลักษณะเช่นนี้ได้และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องาน องค์กร และประเทศชาติ เช่น คุณพารณสามารถนำนักคิดแนวหน้าในระดับโลกไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล อี พอร์เตอร์,ปีเตอร์ แซงกี้,ศ.ซีมัวร์ แพพพาร์ดฯลฯ และสำหรับดร.จีระ ท่านได้จัดโครงการใหญ่ๆในระดับประเทศ และระดับสากลซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและสถาบันทรัพยากรมนุษย์ที่ท่านดูแลอยู่ได้เป็นอย่างดี

2.3 การได้รับโอกาส และการให้โอกาสกับผู้อื่น การที่ทั้งสองท่านได้มีโอกาสแสดงความสามารถและได้ทำงานที่หลากหลายก็เป็นเพราะการหยิบยื่นโอกาสของผู้ที่เห็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของคุณพารณ และดร.จีระ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของคุณพารณไม่ว่าจะเป็นบริษัทเชลล์ที่ให้โอกาสคนไทยอย่างคุณพารณได้เป็นผู้บริหาร ไปจนถึงกระทั่งบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ที่ให้ตำแหน่งงานที่ท้าทายเพื่อให้ท่านได้แสดงศักยภาพและความสามารถให้ผู้อื่นได้รับรู้ สำหรับดร.จีระท่านก็ได้รับโอกาสที่ดีและความเมตตาจากอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ และอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ที่ให้ท่านได้เข้ามาสอนและได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่ท่านทั้งสองได้รับก็มิได้เป็นการสูญเปล่า ทำให้ท่านได้ทำงานจนเป็นที่ประจักษ์กับผู้ที่ได้รู้จักและพบเห็นท่าน นอกจากในเรื่องที่ท่านได้รับโอกาส ท่านทั้งสองก็ยังเป็นผู้ให้โอกาสที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าท่านทั้งสองยังเป็นผู้ให้ เป็นครู มีความเป็นผู้ใหญ่ที่ให้ทั้งความรู้ และความรัก ถึงแม้ท่านทั้งสองจะเกษียณจากการทำงานประจำท่านก็ยังทำงานเป็นผู้ให้อีกด้วย ยกตัวอย่างคุณพารณซึ่งได้ทำในสิ่งที่ท่านอยากตอบแทนคืนสู่สังคมโดยท่านกำลังสร้าง “พลโลก” หรือ Global Citizen ซึ่งต้องมุ่นมั่นและเสียสละในการพัฒนาคนเพื่อให้ก้าวไปสู่อนาคตพลเมืองโลกอย่างสมบูรณ์ที่สุด และท่านดร.จีระ ที่มุ่งมั่นที่จะขยายฐานความรู้สู่คนระดับกลางและระดับล่าง โดยท่านมาช่วยสอนในสถาบันราชภัฏแม้จะต้องมีการเสียค่าโอกาส แต่ท่านก็เสียสละเพื่อที่จะได้ให้ความรู้แก่นักศึกษาที่เป็นรากหญ้าอย่างแท้จริง

2.4 ชาติกำเนิดที่เกิดมาบนพื้นฐานที่ดี ทั้งคุณพารณและดร.จีระ ต่างก็ถือกำเนิดมาในตระกูลที่ดี มีคุณพ่อ คุณแม่ ที่เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์และแผ่นดินไทย มีระเบียบวินัย ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีมาทำให้ได้รับต้นทุนทางสังคมที่ดี สิ่งที่ติดตัวของทั้งสองท่านมานี้ก็จะส่งผลในการทำงานที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะให้ผู้อื่นได้รับในสิ่งที่ท่านได้รับมา ส่งผลให้พัฒนาคนโดยเน้นในเรื่องที่ต้องเป็นทั้งคนเก่ง และคนดี

2.5 การศึกษา ทั้งสองท่านได้รับการศึกษาในศาสตร์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์แต่สามารถบริหารงานและทำงานในด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างมืออาชีพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ท่านไม่ได้ศึกษามาตรงศาสตร์ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี โดยที่ท่านทั้งสองมีความเหมือนกันก็คือ ความมุ่งมั่นทำให้เกิดความสำเร็จ จริงจัง และมีความยั่งยืน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

และสิ่งที่ต่างกันของคุณพารณ และดร.จีระมีดังนี้

สำหรับสิ่งที่ต่างกันสำหรับทั้งสองท่านนี้เห็นจะมีแต่เพียงเรื่องของทางเดินของตัวเองที่มีที่มาต่างกันแต่กลับมีเป้าหมายที่เหมือนกันคือเรื่อง “คน”

ข้อ 3. บทเรียน (Lesson) เกี่ยวกับตัวท่านพารณมีดังนี้

3.1 การทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานให้เกิดความผูกพันกับบริษัท มีการส่งเสริมการทำงานเป็นทีและสนับสนุนให้มีการศึกษาและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

3.2 การนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่ได้รับในการทำงานมาประยุกต์ใช้และมุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์การ โดยมีแนวคิดที่ว่า”ให้การศึกษา บริหารจัดการ และพัฒนาคนให้มีความสามารถสู้ได้ในโลก

3.3 หลักการในเรื่องที่คิดว่าไม่ได้ต้องการเพียงแค่พนักงานที่เก่งเท่านั้นแต่ต้องการให้เป็นคนดีด้วย

ข้อ 4. งานวิจัยที่น่าจะหยิบยกจากเรื่องนี้มาได้ มีดังนี้

งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย