นายจุ่นส่งมาให้เพื่อนๆลองทำข้อสอบดู
|
คุณภาสกร เลาหวณิช <[email protected]>
|
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2549
ข้อสอบกระบวนวิชา LW 209 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้
ข้อ 1 ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินให้โจทก์ ฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยได้รับสำเนาฟ้องแล้ว จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยกับโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด หาใช่สัญญาจะซื้อจะขายไม่ และสัญญาก็ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินย่อมตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ขายบ้านพร้อมที่ดินให้โจทก์ในราคา 5 ล้านบาท โดยจำเลยยอมเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน ทั้งจำเลยได้รับเงินราคาค่าบ้านพร้อมที่ดินจากโจทก์ไว้ก่อน 500,000 บาท หลังจากนั้น จำเลยนำเงิน 500,000 บาทมาขอคืนให้โจทก์ และไม่ขายบ้านพร้อมที่ดินให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่ยอมรับและขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนให้โจทก์อ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินที่พิพาทให้โจทก์ฐานผิดสัญญาจะซื้อจะขาย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้โจทก์ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
ดังนี้ ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายซื้อขายหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 453 อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
วินิจฉัย
สัญญาซื้อขายตามมาตรา 453 เป็นสัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินที่ขายให้กับผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะชำระราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ตามข้อเท็จจริงสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ก็สามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ เพราะได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน ศาลก็ต้องมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระราคาค่าบ้านพร้อมที่ดินที่ยังขาดอยู่ให้แก่จำเลยด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแต่เพียงให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินที่พิพาทให้โจทก์ หาได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระราคาค่าบ้านพร้อมที่ดินให้จำเลยด้วย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ข้อ 2 นายไก่ตกลงขายรถยนต์ซึ่งตนซื้อมาจากการขายทอดตลาดให้แก่นายไข่ในราคา 3 แสนบาท ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวนายไก่ทราบดีว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟมาโดยตลอด แต่ไม่ได้แจ้งให้นายไข่ทราบ ในการตกลงซื้อขายกันครั้งนี้นายไก่ผู้ขายได้ระบุไว้ในสัญญาว่าถ้าเกิดความชำรุดบกพร่องอย่างใดๆขึ้น ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบอย่างใดๆทั้งสิ้น เมื่อส่งมอบรถยนต์แล้วนายไข่เพิ่งจะทราบว่ารถยนต์มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟจึงมาเรียกร้องให้นายไก่ผู้ขายรับผิดชอบแต่นายไก่ปฏิเสธอ้างว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาจากการขายทอดตลาดของศาลตนไม่ต้องรับผิดชอบ
คำปฏิเสธของนายไก่รับฟังได้หรือไม่ และนายไข่จะฟ้องนายไก่ให้รับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 472 ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่า ผู้ขายต้องรับผิด
ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่
มาตรา 483 คู่สัญญาซื้อขายตกลงกันว่าผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิก็ได้
มาตรา 485 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มครองรับผิดผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย
วินิจฉัย
นายไก่ขายรถยนต์ที่ตนซื้อมาจากการขายทอดตลาดแก่นายไข่ในราคา 3 แสนบาท เมื่อส่งมอบรถยนต์แล้ว นายไข่จึงทราบว่ารถยนต์มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟ และได้เรียกร้องให้นายไก่รับผิดชอบ แต่นายไก่อ้างว่าเป็นรถยนต์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด ตนจึงไม่ต้องรับผิด เช่นนี้คำปฏิเสธของนายไก่รับฟังไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่านายไก่ จะซื้อรถยนต์มาจากการขายทอดตลาด แต่การซื้อรถยนต์ระหว่างนายไก่และนายไข่นั้นไม่ใช่การขายทอดตลาด นายไข่จึงฟ้องนายไก่ให้รับผิดในความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ ตามมาตรา 472 แม้จะมีการตกลงยกเว้นไว้ในสัญญาว่าถ้าเกิดความชำรุดบกพร่องอย่างใดๆ ขึ้น ผู้ขายไม่ต้องรับผิดก็ตาม เพราะข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้นไม่อาจคุ้มความรับผิดของผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วปกปิดเสีย ดังนั้น เมื่อนายไก่ไม่สุจริตทราบถึงเหตุความชำรุดบกพร่องอยู่แล้วไม่แจ้งให้ผู้ซื้อทราบ แต่ยังมายกเว้นความรับผิดชอบของตนอีก จึงไม่พ้นความรับผิด ยังต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามมาตรา 483, 485
สรุป คำปฏิเสธของนายไก่รับฟังไม่ได้ และนายไข่ฟ้องนายไก่ให้รับผิดชอบในความชำรุดปกพร่องในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันได้
ข้อ 3 นายพานได้จำนองที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง 200 ตารางวาไว้กับนายพัดในราคาสี่แสนบาท ที่ดินแปลงนั้นราคาตารางวาละ 10,000 บาท และนายพานยังได้ให้ทำเอกสารเป็นหนังสือยกที่ดินแปลงนั้นให้นายพุธ โดยให้นายพุธไปไถ่จำนองจากนายพัดเอง แต่ที่ดินแปลงนั้นมีนายผันครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อยู่ห้าสิบตารางวา และกำลังยื่นฟ้องต่อศาลขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ แต่นายพุธไม่ทราบ นายพุธมาทราบภายหลังจากไถ่จำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินแปลงนี้มาเรียบร้อยแล้ว และถูกนายผันขับไล่ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวที่ดินในส่วนที่นายผันครอบครองปรปักษ์ นายพุธจึงต้องการให้นายพานชดใช้เงินที่ตนไปไถ่จำนองที่ดินแปลงนั้น แต่นายพานไม่ยอม ถ้านายพุธมาปรึกษาท่าน ท่านจะให้คำแนะนำกับนายพุธอย่างไร นายพุธจะเรียกร้องให้นายพานรับผิดได้หรือไม่ในกรณีใด
ธงคำตอบ
มาตรา 530 ถ้าการให้นั้นมีค่าภาระติดพัน ท่านว่าผู้ให้ต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิเช่นเดียวกันกับผู้ขาย แต่ท่านจำกัดไว้ว่าไม่เกินจำนวนค่าภาระติดพัน
วินิจฉัย
นายพานได้จำนองที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง 200 ตารางวา ไว้กับนายพัดในราคาสี่แสนบาท ที่ดินแปลงนั้นราคาตารางวาละ 10,000 บาท และนายพานยังได้ให้ทำเอกสารเป็นหนังสือยกที่ดินแปลงนั้นให้นายพุธโดยให้นายพุธไปไถ่จำนองจากนายพัดเอง เอกสารเป็นหนังสือนี้เป็นสัญญาให้ที่มีค่าภาระติดพันในทรัพย์สินที่ให้ แต่ที่ดินแปลงนั้นมีนายผันครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อยู่ห้าสิบตารางวา และกำลังยื่นฟ้องต่อศาลขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ แต่นายพุธไม่ทราบ นายพุธมาทราบภายหลังจากไถ่จำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินแปลงนี้มาเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นกรณีที่นายพุธถูกรบกวนขัดสิทธิโดยบุคคลภายนอก (นายผัน) ไม่ให้เข้าครอบครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการรอนสิทธิที่เกิดก่อนสัญญาให้ นายพุธจึงสามารถเรียกร้องให้นายพานชดใช้เงินจำนวนสี่แสนบาทค่าไถ่ถอนจำนองได้ เพราะในสัญญาให้ที่มีค่าภาระติดพันผู้ให้ต้องรับผิดเพื่อการรอนสิทธิเช่นเดียวกับผู้ขายแต่จำกัดไว้ว่าไม่เกินจำนวนค่าภาระติดพันตามมาตรา 530
สรุป ถ้านายพุธมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำกับนายพุธโดยบอกให้นายพุธฟ้องร้องให้นายพานรับผิด ในกรณีที่มีการรอนสิทธิในทรัพย์สินที่ให้และมีค่าภาระติดพัน (ที่ดินแปลงดังกล่าว) ดังนั้นนายพุธเรียกให้นายพานรับผิดชดใช้เงินจำนวนสี่แสนบาทได้ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาระติดพัน
การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2550
ข้อสอบกระบวนวิชา LW 209 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1 นายจันทร์จดทะเบียนขายที่ดินมีโฉนดของตนแปลงหนึ่งให้นายอังคารในราคา 10 ล้านบาท และนายอังคารมีหนังสือให้นายจันทร์ฉบับหนึ่ง ให้นายจันทร์มีสิทธิไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนได้ในราคา 20 ล้านบาท ต่อมาอีก 12 ปี ที่ดินแปลงนี้มีราคาสูงขึ้นมาก นายอังคารจึงจดทะเบียนโอนขายให้นายพุธในราคา 50 ล้านบาท หลังจากนั้นอีก 6 เดือน นายจันทร์นำเงิน 20 ล้านบาทมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้คืนจากนายอังคาร แต่นายอังคารกลับปฏิเสธและอ้างว่านายจันทร์มาขอไถ่เกิน 10 ปี นายจันทร์ย่อมหมดสิทธิไถ่คืนและตนก็ขายที่ดินแปลงนี้ให้นายพุธไปแล้ว
ดังนี้ นายจันทร์มาถามนักศึกษาว่า ตนมีสิทธิเรียกร้องที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพุธได้หรือไม่ และจะให้นายอังคารรับผิดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 454 การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือขายนั้น จะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไปและคำบอกกล่าวเช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว
ถ้าในคำมั่นมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวเช่นนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้ให้คำมั่นจะกำหนดเวลาพอควร และบอกกล่าวไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในกำหนดนั้นก็ได้ ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ถ้าไม่ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลานั้นไซร้ คำมั่นซึ่งได้ให้ไว้ก่อนนั้นก็เป็นอันไร้ผล
วินิจฉัย
สัญญาระหว่างนายจันทร์กับนายอังคารหาใช่สัญญาขายฝากไม่ (เพราะสัญญาขายฝากคือ สัญญาซื้อขายบวกกับข้อตกลงพิเศษ ข้อตกลงนั้นคือ “ผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้” ข้อตกลงนี้จึงต้องมีขึ้นขณะทำสัญญาซื้อขาย ถ้าได้ตกลงภายหลังเมื่อมีสัญญาซื้อขายกันแล้ว ข้อตกลงนั้นย่อมเป็นคำมั่นว่าจะขายคืน) และหนังสือที่นายอังคารให้ไว้กับนายจันทร์เป็นคำมั่น (ว่าจะขายคืน) ไม่มีกำหนดเวลา เมื่อนายจันทร์ยังไม่ตอบรับคำมั่น กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ยังเป็นของนายอังคารจนกว่าจะเกิดสัญญาซื้อขายตามมาตรา 454 วรรคแรก นายจันทร์ยังไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ดังนั้นนายจันทร์จะเรียกที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพุธไม่ได้
นายอังคารหาได้ใช้สิทธิตามมาตรา 454 วรรคสอง คือ กำหนดเวลาพอสมควร และบอกกล่าวไปยังนายจันทร์ให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในกำหนดเวลานั้น ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ดังนั้นคำมั่นไม่มีกำหนดเวลาย่อมมีผลผูกพันกับนายอังคารอยู่ แม้จะล่วงเลยมา 12 ปีก็ตาม เมื่อนายจันทร์ตอบรับคำมั่น แต่นายอังคารได้ขายที่ดินแปลงนี้ให้นายพุธไปแล้วย่อมเป็นการผิดคำมั่น นายจันทร์ชอบที่จะเรียกร้องให้นายอังคารรับผิดฐานผิดคำมั่นได้
สรุป นายจันทร์ไม่มีสิทธิเรียกร้องที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพุธ แต่นายจันทร์เรียกร้องให้นายอังคารรับผิดฐานผิดคำมั่นได้
ข้อ 2 นายฟ้าได้นำรถยนต์ออกประมูลขายทอดตลาด นายตะวันประมูลซื้อรถยนต์คันนั้นมาได้ในราคา 200,000 บาท แล้วได้ขายต่อให้นายเมฆไปในราคา 300,000 บาท โดยนายตะวันทราบว่ารถยนต์คันนั้นของนายฟ้าเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมาแล้วมาปลอมทะเบียนขาย แต่นายเมฆไม่รู้ ในหนังสือสัญญาซื้อขายนายตะวันจึงได้ตกลงยกเว้นความรับผิดในการรอนสิทธิของผู้ขายเอาไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้มายึดรถยนต์คันนั้นจากนายเมฆไป นายเมฆจะฟ้องให้นายตะวันให้รับผิดในการรอนสิทธิได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
มาตรา 475 หากว่ามีบุคคลผู้ใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อในอันจะครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของผู้ขายก็ดี ท่านว่าผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น
มาตรา 479 ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพราะเหตุการณ์รอนสิทธิก็ดี หรือว่าทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การที่จะใช้ หรือเสื่อมความสะดวกในการใช้สอย หรือเสื่อมประโยชน์อันจะพึงได้แต่ทรัพย์สินนั้นและซึ่งผู้ซื้อหาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่ก็ดี ท่านว่า ผู้ขายต้องรับผิด
มาตรา 485 ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่อาจคุ้มครองรับผิดผู้ขายในผลของการอันผู้ขายได้กระทำไปเอง หรือผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายได้รู้อยู่แล้วและปกปิดเสีย
วินิจฉัย
นายฟ้าได้นำรถยนต์ออกประมูลขายทอดตลาด และนายตะวันประมูลซื้อรถยนต์คันนั้นมาได้ในราคา 200,000 บาท แล้วได้ขายต่อให้นายเมฆไปในราคา 300,000 บาท โดยนายตะวันทราบว่ารถยนต์คันนั้นของนายฟ้าเป็นรถยนต์ที่ถูกขโมยมาแล้วมาปลอมทะเบียนขาย แต่นายเมฆไม่รู้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้มายึดรถยนต์คันนั้นจากนายเมฆไปจึงเป็นกรณีที่นายเมฆถูกรอนสิทธิตามมาตรา 475 และ 479 นายเมฆจะฟ้องให้นายตะวันให้รับผิดในการรอนสิทธิได้แม้จะมีการตกลงยกเว้นความรับผิดในการรอนสิทธิของผู้ขายไว้ก็ตามเพราะเป็นผลแห่งข้อความจริงอันผู้ขายรู้อยู่แล้วปกปิดเสีย ข้อยกเว้นความรับผิดนั้นจึงใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 485
สรุป นายเมฆฟ้องนายตะวันให้รับผิดในการรอนสิทธิได้
ข้อ 3 นายพรทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงหนึ่งของนายพรกับนายพัด แต่ที่ดินแปลงนี้ของนายพรติดสัญญาขายฝากไว้กับนายพิศอยู่ ต่อมานายพรไม่ยอมไปไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศทั้งๆที่กำหนดเวลาไถ่คืนยังไม่สิ้นสุดและไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้กับนายพัด นายพัดจึงได้มาขอไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศ โดยนำเงินค่าสินไถ่ทั้งหมดไปขอไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศภายในกำหนดเวลาไถ่คืนแต่นายพิศไม่ยอมให้ไถ่ โดยอ้างว่านายพัดไม่มีสิทธิที่จะไถ่ที่ดินแปลงนี้คืน ข้ออ้างของนายพิศรับฟังได้หรือไม่ ถ้านายพัดมาขอคำแนะนำจากท่าน ถ้ายังอยู่ในกำหนดเวลาไถ่คืน ท่านจะให้คำแนะนำกับนายพัดอย่างไร นายพัดจะต้องทำอย่างไรถ้านายพิศไม่ยอมรับการไถ่
ธงคำตอบ
มาตรา 492 วรรคแรก ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์สินที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ แล้วแต่กรณี
มาตรา 497 สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้ คือ
(2) ผู้รับโอนสิทธินั้น
วินิจฉัย
นายพรทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงหนึ่งของนายพรกับนายพัด แต่ที่ดินแปลงนี้ของนายพรติดสัญญาขายฝากกับนายพิศอยู่ ต่อมานายพรไม่ยอมไปไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศทั้งๆที่กำหนดเวลาไถ่คืนยังไม่สิ้นสุดและไม่ยอมโอนที่ดินแปลงนี้ให้กับนายพัด นายพัดจึงได้มาขอไถ่ที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศ โดยได้นำเงินค่าสินไถ่ทั้งหมดไปขอที่ดินแปลงนี้คืนจากนายพิศภายในกำหนดเวลาไถ่คืน นายพิศจะไม่ยอมให้ไถ่ไม่ได้เพราะนายพัดเป็นผู้รับโอนสิทธิไถ่ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ตามมาตรา 497(2) ข้ออ้างของนายพิศรับฟังไม่ได้ ถ้ายังอยู่ในกำหนดเวลาไถ่คืน นายพัดจะต้องนำเงินค่าสินไถ่ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่วางตามมาตรา 492 วรรคแรก
สรุป ข้าพเจ้าจะให้คำแนะนำกับนายพัด ดังกล่าวข้างต้น