เพื่อนๆโปรดมาสอบตรงเวลา18/6/53 เวลา 17.00น(เรามาติวกันก่อนเข้าห้องสอบดีไหม.....ทำงานทั้งวันจะไหวไหมเนี่ย?)
มาตราเตรียมสอบเอกเทศสัญญา 1 และตัวอย่างจ้า
มาตรา 453*** อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ซื้อและผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย
มาตรา 454** การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือ ขายนั้นจะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความ จำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไป และคำบอกกล่าว เช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว
ถ้าในคำมั่นมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวเช่นนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้ให้คำมั่นจะกำหนดเวลาพอสมควร และบอกกล่าวไป ยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในเวลากำหนดนั้น ก็ได้ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ถ้าและไม่ตอบ เป็นแน่นอนภายในกำหนดเวลานั้นไซร้ คำมั่นซึ่งได้ให้ไว้ก่อนนั้นก็ เป็นอันไร้ผล
มาตรา 455 เมื่อกล่าวต่อไปเบื้องหน้าถึงเวลาซื้อขาย ท่าน หมายความว่าเวลาซึ่งทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์
มาตรา 456****** การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไซร้ ท่านว่าเป็นโมฆะวิธีนี้ให้ ใช้ถึงซื้อขายเรือกำปั่นหรือเรือมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะ ด้วย
อนึ่ง สัญญาจะขายหรือจะซื้อทรัพย์สินอย่างใด ๆ ดั่งว่ามานี้ก็ดี คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินเช่นว่านั้นก็ดี ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็น หนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ท่านว่าจะฟ้องร้อง ให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านให้ใช้บังคับถึงสัญญา ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาท หรือกว่า นั้นขึ้นไปด้วย
มาตรา 457 ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขาย พึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย
การโอนกรรมสิทธิ์
มาตรา 458*** กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน
มาตรา 459* ถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไป ตามเงื่อนไข หรือถึงกำหนดเงื่อนไขเวลานั้น
มาตรา 460*** ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็น แน่นอนแล้ว
ในการซื้อขายทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ถ้าผู้ขายยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัดหรือทำการอย่างอื่น หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สิน เพื่อให้รู้กำหนดราคาทรัพย์สินนั้นแน่นอน ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ไปยังผู้ซื้อจนกว่าการหรือสิ่งนั้นได้ทำแล้ว
การส่งมอบ
มาตรา 461 ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ
มาตรา 462 การส่งมอบนั้นจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้สุดแต่ว่า เป็นผลให้ทรัพย์สินนั้นไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ
มาตรา 463 ถ้าในสัญญากำหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจาก ที่แห่งหนึ่งไปถึงอีกแห่งหนึ่งไซร้ ท่านว่าการส่งมอบย่อมสำเร็จ เมื่อ ได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง
มาตรา 464 ค่าขนส่งทรัพย์สินซึ่งได้ซื้อขายกันไปยังที่แห่งอื่น นอกจากสถานที่อันพึงชำระหนี้นั้น ผู้ซื้อพึงออกใช้
มาตรา 465* ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น
(1) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่า ผู้ซื้อจะปัดเสียไม่รับเอาเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน
(2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่า ผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แต่เพียงตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัด เสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดไม่รับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับเอา ทรัพย์สินอันเขาส่งมอบเช่นนั้นไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน
(3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับ ทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้รวมอยู่ในข้อสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับ เอาทรัพย์สินไว้แต่ตามแต่ตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้
มาตรา 466* ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุ จำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมาก ไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสีย หรือจะรับเอาไว้และ ใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก
อนึ่ง ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่ง เนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตก บกพร่องหรือล้ำจำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะ มิได้เข้าทำสัญญานั้น
ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง
มาตรา 472** ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่าง หนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา ก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด
ความที่กล่าวมาใน มาตรานี้ ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือ ไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่
มาตรา 473** ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้ว แต่ในเวลาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือควรจะได้รู้เช่นนั้น หากได้ใช้ความระมัดระวังอันพึงคาดหมายได้ แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้น เป็นอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลา ส่งมอบและผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
(3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด
มาตรา 474 ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้อง คดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง
ความรับผิดในการรอนสิทธิ
มาตรา 475***** หากว่ามีบุคคลผู้ใดมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ ในอันจะครองทรัพย์สินโดยปกติสุข เพราะบุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือ ทรัพย์สินที่ได้ซื้อขายกันนั้นอยู่ในเวลาซื้อขายก็ดี เพราะความผิดของ ผู้ขายก็ดี ท่านว่าผู้ขายจะต้องรับผิดในผลอันนั้น
มาตรา 476*** ถ้าสิทธิของผู้ก่อการรบกวนนั้นผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลา ซื้อขายท่านว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิด
มาตรา 477 เมื่อใดการรบกวนขัดสิทธินั้นเกิดเป็นคดีขึ้นระหว่า ผู้ซื้อกับบุคคลภายนอก ผู้ซื้อชอบที่จะขอให้ศาลเรียกผู้ขายเข้าเป็น จำเลยร่วมหรือเป็นโจทก์ร่วมกับผู้ซื้อในคดีนั้นได้ เพื่อศาลจะได้วินิจฉัย ชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน
มาตรา 478 ถ้าผู้ขายเห็นเป็นการสมควร จะสอดเข้าไปในคดี เพื่อปฏิเสธการเรียกร้องของบุคคลภายนอก ก็ชอบที่จะทำได้ด้วย
มาตรา 479* ถ้าทรัพย์สินซึ่งซื้อขายกันหลุดไปจากผู้ซื้อทั้งหมด หรือแต่บางส่วน เพราะเหตุการณ์รอนสิทธิก็ดี หรือว่าทรัพย์สินนั้น ตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งเป็นเหตุให้เสื่อมราคา หรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การที่จะใช้ หรือเสื่อมความสะดวกในการ ใช้สอย หรือเสื่อมประโยชน์อันจะพึงได้แต่ทรัพย์สินนั้น และซึ่งผู้ซื้อ หาได้รู้ในเวลาซื้อขายไม่ก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด
มาตรา 480 ถ้าอสังหาริมทรัพย์ต้องศาลแสดงว่าตกอยู่ในบังคับ แห่งภารจำยอมโดยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดเว้นไว้ แต่ผู้ขายจะได้รับรองไว้ในสัญญาว่าทรัพย์สินนั้นปลอดจากภารจำยอม อย่างใด ๆ ทั้งสิ้น หรือปลอดจากภารจำยอมอันนั้น
มาตรา 481* ถ้าผู้ขายไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม หรือถ้าผู้ซื้อ ได้ประนีประนอมยอมความกับบุคคลภายนอก หรือยอมตามที่บุคคล ภายนอกเรียกร้องไซร้ ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีในข้อรับผิดเพื่อการ รอนสิทธิเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันคำพิพากษาในคดีเดิม ถึงที่สุด หรือนับแต่วันประนีประนอมยอมความ หรือวันที่ยอมตาม บุคคลภายนอกเรียกร้องนั้น
่มาตรา 482* ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิเมื่อกรณีเป็นดั่งกล่าว ต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าไม่มีการฟ้องคดี และผู้ขายพิสูจน์ได้ว่าสิทธิของผู้ซื้อได้สูญ ไปโดยความผิดของผู้ซื้อเอง หรือ
(2) ถ้าผู้ซื้อไม่ได้เรียกผู้ขายเข้ามาในคดี และผู้ขายพิสูจน์ได้ว่า ถ้าได้เรียกเข้ามา คดีฝ่ายผู้ซื้อจะชนะ หรือ
(3) ถ้าผู้ขายได้เข้ามาในคดี แต่ศาลได้ยกคำเรียกร้องของผู้ซื้อเสีย เพราะความผิดของผู้ซื้อเอง
แต่ถึงกรณีจะเป็นอย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขายถูกศาลหมายเรียกให้เข้า มาในคดีและไม่ยอมเข้าว่าคดีร่วมเป็นจำเลยหรือร่วมเป็นโจทก์กับ ผู้ซื้อไซร้ ท่านว่าผู้ขายคงต้องรับผิด
ขายฝาก
มาตรา 491*** อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์ นั้นคืนได้
มาตรา 492** ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่ กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ไถ่ได้ วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่ โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็น กรรมกสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อัน เป็นสินไถ่ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ได้วางทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานของสำนักงาน วางทรัพย์แจ้งให้ผู้รับไถ่ทราบถึงการวางทรัพย์โดยพลัน โดยผู้ไถ่ ไม่ต้องปฏิบัติตาม มาตรา 333 วรรคสาม
มาตรา 493* ในการขายฝากคู่สัญญาจะตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อจำหน่าย ทรัพย์สินซึ่งขายฝากก็ได้ ถ้าและผู้ซื้อจำหน่ายทรัพย์สินนั้นฝ่าฝืน สัญญาไซร้ ก็ต้องรับผิดต่อผู้ขายในความเสียหายใด ๆ อันเกิด แต่การนั้น
มาตรา 494*** ท่านห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเมื่อพ้น เวลาดั่งจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดสิบปีนับแต่เวลาซื้อขาย
(2) ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ กำหนดสามปีนับแต่เวลาซื้อขาย
มาตรา 495** ถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้น ท่าน ให้ลดลงมาเป็นสิบปีและสามปีตามประเภททรัพย์
มาตรา 496**** การกำหนดเวลาไถ่นั้น อาจทำสัญญาขยายกำหนด เวลาไถ่ได้แต่กำหนดเวลาไถ่รวมกันทั้งหมด ถ้าเกินกำหนดเวลาตาม มาตรา 494 ให้ลดลงมาเป็นกำหนดเวลาตาม มาตรา 494
การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักฐาน เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ ถ้าเป็นทรัพย์สินซึ่งการซื้อขายกันจะ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้ามมิให้ ยกการขยายเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสีย ค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เว้นแต่ จะได้นำหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวไปจดทะเบียนหรือ จดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 497 สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้แต่บุคคลเหล่านี้คือ
(1) ผู้ขายเดิม หรือทายาทของผู้ขายเดิม หรือ
(2) ผู้รับโอนสิทธินั้น หรือ
(3) บุคคลซึ่งในสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้
มาตรา 498** สิทธิในการไถ่ทรัพย์สินนั้น จะพึงใช้ได้เฉพาะต่อบุคคล เหล่านี้ คือ
(1) ผู้ซื้อเดิม หรือทายาทของผู้ซื้อเดิม หรือ
(2) ผู้รับโอนทรัพย์สิน หรือรับโอนสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้น แต่ใน ข้อนี้ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอน ว่าทรัพย์สินตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่คืน
มาตรา 499* สินไถ่นั้น ถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าใดไซร้ ท่านให้ ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก
ถ้าปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่า ราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ให้ไถ่ได้ตามราคาขาย ฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปี
มาตรา 502*** ทรัพย์สินซึ่งไถ่นั้น ท่านว่าบุคคลผู้ไถ่ย่อมได้รับคืนไป โดยปลอดจากสิทธิใด ๆ ซึ่งผู้ซื้อเดิม หรือทายาท หรือผู้รับโอนจาก ผู้ซื้อเดิมก่อให้เกิดขึ้นก่อนเวลาไถ่
ถ้าว่าเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝาก อันได้จดทะเบียนเช่น ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วไซร้ ท่านว่าการเช่านั้นหากมิได้ทำขึ้นเพื่อ จะให้เสียหายแก่ผู้ขาย กำหนดเวลาเช่ายังคงมีเหลืออยู่อีกเพียงใด ก็ให้คงเป็นอันสมบูรณ์อยู่เพียงนั้น แต่มิให้เกินกว่าปีหนึ่ง
ให้
มาตรา 521 อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น
มาตรา 523*** การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สิน ที่ให้
มาตรา 525* การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใน กรณีเช่นนี้การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ
มาตรา 526*** ถ้าการให้ทรัพย์สินหรือให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินนั้น ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว และผู้ให้ ไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้รับไซร้ ท่านว่าผู้รับชอบที่จะเรียกให้ส่ง มอบตัวทรัพย์สินหรือราคาแทนทรัพย์สินนั้นได้ แต่ไม่ชอบที่จะเรียก ค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยอีกได้
มาตรา 528* ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้นั้นมีค่าภารติดพัน และผู้รับละเลย เสียไม่ชำระค่าภารติดพันนั้นไซร้ ท่านว่าโดยเงื่อนไขอันระบุไว้ในกรณี สิทธิเลิกสัญญาต่างตอบแทนกันนั้น ผู้ให้จะเรียกให้ส่งทรัพย์สินที่ให้นั้น คืนตามบทบัญญัติว่าด้วยคืนลาภมิควรได้นั้นก็ได้ เพียงเท่าที่ควรจะ เอาทรัพย์นั้นไปใช้ชำระค่าภารติดพันนั้น
แต่สิทธิเรียกคืนอันนี้ย่อมเป็นอันขาดไป ถ้าบุคคลภายนอกเป็น ผู้มีสิทธิจะเรียกให้ชำระค่าภารติดพันนั้น
มาตรา 530* ถ้าการให้นั้นมีค่าภารติดพัน ท่านว่าผู้ให้จะต้องรับผิด เพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิเช่นเดียวกันกับผู้ขาย แต่ท่านจำกัดไว้ว่าไม่เกินจำนวนค่าภารติดพัน
มาตรา 531***** อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติ เนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้าย แรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลา ที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
มาตรา 532*** ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะ ในเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่า คดีอันนั้นต่อไปก็ได้
มาตรา 533** เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้น แล้วก็ดีหรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบ ถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะ ถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์ เช่นว่านั้น
มาตรา 535*** การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุ เนรคุณไม่ได้ คือ
(1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
(2) ให้สิ่งที่มีค่าภารติดพัน
(3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
(4) ให้ในการสมรส
มาตรา 543 บุคคลหลายคนเรียกร้องเอาอสังหาริมทรัพย์อันเดียวกัน อาศัยมูลสัญญาเช่าต่างราย ท่านให้วินิจฉัยดั่งต่อไปนี้
(1) ถ้าการเช่านั้นเป็นประเภท ซึ่งมิได้บังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้อง จดทะเบียน ท่านให้ถือว่าผู้เช่าซึ่งได้ทรัพย์สินไปไว้ในครอบครองก่อน ด้วยสัญญาเช่าของตนนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าคนอื่น ๆ
(2) ถ้าการเช่าทุกๆรายเป็นประเภทซึ่งบังคับไว้โดยกฎหมายว่า ต้องจดทะเบียน ท่านให้ถือว่าผู้เช่าซึ่งได้จดทะเบียนการเช่าของตน ก่อนนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าคนอื่นๆ
(3) ถ้าการเช่ามีทั้งประเภทซึ่งต้องจดทะเบียนและประเภท ซึ่ง ไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายยันกันอยู่ไซร้ ท่านว่าผู้เช่าคนที่ได้ จดทะเบียนการเช่าของตนนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าเว้นแต่ผู้เช่าคนอื่นจะได้ ทรัพย์สินนั้นไปไว้ในครอบครองด้วยการเช่าของตนเสียก่อนวัน จดทะเบียนนั้นแล้ว
วันนี้มาทำความรู้จักกับการรอนสิทธิประการที่ 2 ก็คือ ความรับผิดอันเนื่องมาจากความผิดของผู้ให้เช่า
ความรับผิดที่เกิดขึ้นเนื่องจากความผิดของผู้ให้เช่านั้น เป็นการที่บุคคลภายนอกมามีสิทธิเหนือทรัพย์ที่เช่า และเรียกร้องเอาทรัพย์ที่เช่าไปจนผู้เช่าไม่อาจใช้ทรัพย์นั้นได้ตามปกติ โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจากผู้ให้เช่าเอง
เช่น อรรถชัยรู้ว่าเช่ารถยนต์จากนพรัตน์แล้วจะมีปัญหา ก็ยังขอเช่ารถยนต์จากนพรัตน์อีก โดยการเช่าในครั้งนี้มีกำหนด 1 ปี เมื่อเวลาผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน นพรัตน์ก็ช่างคิดไม่ซื่อกับอรรถชัยอีก โดยการโอนขายรถยนต์ให้กับแสนชัย หลังจากที่แสนชัยรับโอนรถยนต์จากนพรัตน์เรียบร้อยแล้ว ก็เรียกร้องรถยนต์ไปจากอรรถชัย โดยไม่ยอมให้อรรถชัยเช่ารถยนต์ต่อไป ดังนี้ต้องถือว่าอรรถชัยผู้เช่าถูกรอนสิทธิ
เพราะความผิดของนพรัตน์ผู้ให้เช่า
กรณีเดียวกัน หากแสนชัยซื้อรถยนต์ไปแล้ว ยินยอมให้อรรถชัยเช่ารถยนต์ต่อไปในอัตราค่าเช่าเดิม ไม่ถือว่าอรรถชัยถูกรอนสิทธิ เพราะแสนชัยบุคคลภายนอกมิได้รบกวนขัดสิทธิอรรถชัยในการใช้รถยนต์คันดังกล่าวแต่อย่างใด
หรือ อรรถชัยเช่าบ้านหลังหนึ่งจากนพรัตน์ โดยตกลงกันว่ามีกำหนด 3 ปี แต่ยังไม่ได้ส่งมอบบ้านให้ครอบครองและใช้ประโยชน์ นพรัตน์ได้ทำสัญญาให้แสนชัยเช่าต่อ โดยทำสัญญาเช่ากัน 3 ปีเช่นกัน และได้ส่งมอบบ้านให้แสนชัยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ ซึ่งตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 543 (3) แสนชัยมีสิทธิในบ้านเช่าดีกว่าอรรถชัย ถือว่าอรรถชัยผู้เช่าถูกรอนสิทธิ
เพราะความผิดของนพรัตน์ผู้ให้เช่า
เมื่อเกิดการรอนสิทธิในทรัพย์ที่เช่าแล้ว ผู้เช่าย่อมเรียกร้องต่อผู้ให้เช่าให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้
1) ผู้เช่ารู้อยู่แล้วในเวลาเช่าว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้นอยู่ ก็ยังเข้าทำสัญญาเช่าด้วย เช่นนี้ ผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิด เช่น อรรถชัยทำสัญญาเช่ารถยนต์จากนพรัตน์ โดยที่ตนก็รู้ดีว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่ถูกลักมา หรืออรรถชัยเช่าที่ดินของนพรัตน์ โดยเขารู้ดีว่านพรัตน์กำลังมีคดีความพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินกับบุคคลภายนอก หากต่อมาเกิดความเสียหายขึ้น นพรัตน์ผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิด (ตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 476 ที่อนุโลมมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์)
2) ผู้ให้เช่าพิสูจน์ได้ว่า สิทธิของผู้เช่าได้สูญไปเพราะความผิดของผู้เช่าเอง (ตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 482 ที่อนุโลมมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์) เช่น อรรถชัยเช่ารถยนต์จากนพรัตน์ ต่อมาหลังจากนั้นแสนชัยมาอ้างว่า รถยนต์เป็นของตน อรรถชัยก็ยอมคืนรถยนต์ให้ทั้งที่ความจริงตนเองก็รู้อยู่ว่ารถยนต์คันดังกล่าว นพรัตน์ได้สิทธิในรถยนต์ เพราะได้ซื้อมาจากการขายทอดตลาดโดยสุจริต ตามความแห่งประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แล้ว
3) ผู้เช่ากับผู้ให้เช่าตกลงกันว่า ผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ (ตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 483 ที่อนุโลมนำมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์) แต่ข้อสัญญาไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่ทำให้ผู้ให้เช่าพ้นความรับผิด ถ้าการรอนสิทธินั้นเกิดจากการกระทำของผู้ให้เช่าเอง หรือผู้ให้เช่ารู้ความจริงแล้วปกปิดเสีย (ตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 485 ที่อนุโลมนำมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์) เช่น อรรถชัยเช่ารถยนต์จากนพรัตน์มีกำหนดระยะเวลาเช่ากัน 1 ปี โดยมีข้อตกลงในสัญญาว่านพรัตน์ไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ แต่เวลาผ่านไปได้เพียง 4 เดือน นพรัตน์ก็ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่แสนชัย ดังนี้ นพรัตน์ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของนพรัตน์ผู้ให้เช่า
หรือ นพรัตน์ไปลักรถยนต์คันงามมาให้อรรถชัยเช่า โดยมีข้อสัญญาว่า นพรัตน์ไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ ต่อมาเจ้าของรถยนต์ที่แท้จริงได้มาติดตามเอารถยนต์คืน ดังนี้ นพรัตน์ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ เพราะนพรัตน์ผู้ให้เช่ารู้ความจริงแล้วปกปิดเอาไว้เสียไม่บอกกล่าวให้อรรถชัยผู้เช่าได้รู้
เมื่อการรอนสิทธิเกิดเป็นคดีขึ้น เมื่อเกิดการรอนสิทธิในทรัพย์ที่เช่า และเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีกันขึ้น ผู้เช่าอาจเป็นโจทก์ฟ้องคดี หรืออาจถูกบุคคลภายนอกฟ้องเป็นจำเลยก็ได้ ซึ่งผู้เช่ามีสิทธิขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม หรือจำเลยร่วมกับตนในคดีนั้นได้ เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน (ตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 ประกอบด้วยมาตรา 549)
ถ้าผู้เช่าถูกฟ้องเป็นจำเลยย่อมดำเนินคดีไปได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
แต่ถ้าหากว่าผู้เช่าเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลภายนอกเป็นจำเลย ผู้เช่าจะต้องได้เข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าแล้ว จึงจะมีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกโดยลำพังได้ ถ้าผู้เช่ายังไม่ได้เข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่า ก็ยังไม่มีอำนาจฟ้องบุคคลภายนอกที่เข้าครอบครองทรพัย์ที่เช่าอยู่ก่อนโดยลำพัง ผู้เช่าต้องขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วยเท่านั้นถึงจะมีอำนาจฟ้องโดยชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 302/2530 วินิจฉัยว่า โจทก์เช่าตึกแถวจากวัด แต่ไม่สามารถเข้าครอบครองได้ เพราะจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้รอนสิทธิพร้อมกับขอให้ศาลเรียกวัด ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 549 ประกอบมาตรา 477
ได้
มาตรา 544 ทรัพย์สินซึ่งเช่านั้น ผู้เช่าจะให้เช่าช่วงหรือโอนสิทธิ ของตนอันมีในทรัพย์สินนั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคล ภายนอก ท่านว่าหาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ในสัญญาเช่า
ถ้าผู้เช่าประพฤติฝ่าฝืนบทบัญญัติอันนี้ ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญา เสียก็ได้
ได้พิจารณาก่อนตัดสินใจให้ใครเช่าและเข้ามาใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินของตนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า ว่าผู้เช่าจะสามารถใช้ทรัพย์ที่เช่าอย่างระมัดระวัง หรือสงวนรักษาทรัพย์สินที่เช่าไม่ให้ทรุดโทรมไวกว่าปกติหรือไม่
ดังนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 544 จึงได้กำหนดมิให้นำทรัพย์สินที่ตนเช่ามา ไปให้บุคคลอื่นเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า ก็หมายความว่า หากผู้เช่าจะนำทรัพย์สินที่เช่าไปให้เช่าช่วงได้ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าก่อน
ตามที่มาตรา 544 ได้กำหนดไว้ว่า เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาเช่า ก็แสดงว่า ถ้าผู้ให้เช่าจะอนุญาตให้เช่าช่วงได้จะต้องระบุอนุญาตไว้ในสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ให้เช่าจะมีการอนุญาตให้เช่าช่วงได้ในภายหลัง กฎหมายก็ไม่ห้าม กล่าวคือ สามารถบังคับกันได้นั่นเอง เพราะถือได้ว่าคู่สัญญาได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่นให้ผิดแผกแตกต่างไปจากมาตรา 544 ซึ่งมิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ก็อย่าลืมหลักเดิมนะครับ ที่บอกเอาไว้แต่ต้นแล้วว่า การยินยอมหรือการอนุญาตให้เช่าช่วงนั้น จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะบังคับกันได้ ถ้าสัญญาเช่าไม่ระบุว่าอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปให้เช่าช่วงได้ หรือระบุว่าห้ามนำทรัพย์สินไปให้เช่าช่วง ผู้เช่าจะนำพยานบุคคลมาสืบว่า ความจริงมีการอนุญาตให้นำทรัพย์สินไปให้เช่าช่วงไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 บัญญัติว่า “เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่า คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี…”
เช่น นายสมัครทำสัญญาขอเช่าบ้านจากนายสมาน มีกำหนดระยะเวลาการเช่ากันเป็นเวลา 3 ปี โดยในสัญญาได้ระบุไว้ด้วยว่า ห้ามมิให้เช่าช่วง หลังจากที่สมานส่งมอบบ้านให้สมัครเข้าอยู่อาศัย ก็มีนายสามัคคีมาขอเช่าบ้านหลังดังกล่าวต่อจากสมัคร โดยขอเช่าเป็นเวลา 1 ปี และได้เสนอค่าเช่าเพิ่มเป็น 3 เท่าของสมัครที่จ่ายให้กับสมาน จึงทำให้สมัครเห็นทางที่จะทำให้ตนมีรายได้เพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก จึงตกลงให้สามัคคีเช่าบ้านหลังดังกล่าวต่อจากตนโดยไม่ยอมให้สมานรู้เรื่อง แล้วตนเองก็ย้ายออกไปหาบ้านเช่าราคาถูกๆ อยู่อาศัย โดยในวันทำสัญญาเช่าระหว่างสมัครกับสามัคคี นายสามัคคีก็พาเพื่อนสนิทของตนมาเป็นพยานด้วย 2 คน
เมื่อเวลาผ่านไปได้ 5 เดือน นายสมานผ่านมาทำธุระแถวนั้นจึงแวะไปดูบ้านของตน จึงพบนายสามัคคีและครอบครัวอยู่ในบ้าน
นายสามัคคี : มาหาใครครับ
นายสมาน : ผมเป็นเจ้าของบ้าน มาธุระแถวนี้เลยแวะมาดูบ้านหน่อย ทำไมคุณสมัครพาคนมาอยู่เยอะจัง
นายสามัคคี : ญาติพี่น้องผมเองครับ
นายสมาน : แล้วคุณสมัครไปไหน
นายสามัคคี : เขาย้ายออกไปได้ 5 เดือนแล้วครับ เขาให้ผมเช่าต่อ
นายสมาน : ทำไมเขาไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ผมทราบเลย
นายสามัคคี : เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบครับ แต่เขาก็บอกผมว่า เจ้าของอนุญาตให้เขาให้คนอื่นเช่าช่วงได้ครับ เพราะในวันทำสัญญาผมยังพาเพื่อนมาเป็นพยานในการทำสัญญาเช่าตั้ง 2 คนแน่ะ
นายสมานทำสีหน้าไม่พอใจ พร้อมกับพูดว่า “งั้นผมไม่ให้คุณอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว เพราะผมไม่เคยอนุญาตให้คุณสมัครนำบ้านมาให้เช่าช่วงเลย”
นายสามัคคี : จะให้ผมย้ายออกได้ไง สัญญาเช่ายังเหลืออีกตั้ง 7 เดือน ผมมีทั้งสัญญาเช่าที่ทำไว้กับสมาน และมีพยานบุคคลอีกตั้ง 2 คนที่รับรู้เรื่องนี้
ถามว่าข