หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราเข้าใจหลัก สามารถนำหลักการนี้ไปบูรณาการได้ทุกอย่าง  ทุกเรื่อง  ทุกกิจกรรม  แม้แต่ชีวิต ของเรา

-ม่เกินตน มีอะไรก็ใช้สิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์จะนำมา  RECYCLE  REUSE REDUSE  เอ้าแถมให้ RETURN เพิ่มอีก นั่นคือในชุมชนนั้นมีอะไร ก็นำมาใช้ได้หมด ไม่ต้องพึ่งพาถิ่นอื่นใช้ของที่มีในชุมชนให้เกิดประโยชน์ วัชพืช เศษวัสดุ เศษอาหารนำมาทำปุ๋ยหมัก  เพื่อเป็นอาหารเสริม หรืออาหารหลัก

-มีเหตุมีผล  นั่นคือ จะใช้อะไรทำอะไร จะต้องไม่กระทบกระเทือนสิ่งแวดล้อม ในชุมชน การควบคุมศัตรูพืช บางครั้งก็ทำลายศัตรูพืช อีกอย่างตามธรรมชาติ ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีจนเกินไป และควรทำเอง ยาปราบศัตรูพืช โดยใช้พืชผักสมุนไพร ที่นำมากำจัดวัชพืช บางอย่างได้  ปุ๋ยชีวภาพ

-สร้างภูมิคุ้มกัน ในการทำหลักการเศรษฐกิจพอพียงเกี่ยวกับการเกษตรนั้น  ถ้าเราสามารถ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ เกี่ยวกับการทดแทน การรีไซค์เคิล รียูส รีดิ้ว   เช่นการทำปุ๋ยหมัก การทำสารกำจัดแมลงจากพืช เมื่อชาวบ้านเข้าใจ เขาก็ทำต่อเนื่องและมีความเข้มแข็งยั่งยืน ก็จะสร้างรายได้มีเงินเก็บ เพราะไม่ต้องไปจ่ายค่าปุ๋ย และสุขภาพของเขาและครอบครัวก็จะสุขภาพดี เพราะลดการใช้สารเคมีในพืชผัก ได้บริโภคพืชปลอดสารพิษ ส่วน รีเทินนั้น เมื่อทำได้ คนก็จะไม่ทิ้งถิ่นไปไหน ไปแล้วก็ต้องกลับมา ดูแล

-ความรู้ควบคู่คุณธรรม  เมื่อชาวบ้านได้รับความรู้ความเข้าใจ ในการปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว  นอกจากจะมีเงินเหลือเก็บเนื่องจากลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ยหรือสารเคมี  และเกิดการการักใคร่อปรองดองกัน  ชาวบ้านก็จะปลูกพืชบริโภคเอง โดยการปลูกผักตามสวนตามบ้าน ก็จะทำให้ครอบครัวผูกพัน เพราะต่างคนในครอบครัวเมื่อว่าง ก็จะเข้าสวน รดน้ำดายหญ้า และปฏิบัติตนตามที่เกษตรแนะนำทุกวัน รักใคร่กัน ช่วยเหลือกัน และวันนี้ก็จะมีเมนูร่วมกัน นึ่งปลาช่อนที่เลี้ยงแป๊ะซะ

-พี่สุก็ขอเป็นกำลังใจ ให้กิจกรรมนี้ สำเร็จ ตามเป้าหมายกว่าจะสำเร็จ น้องสามารถ คงต้องลงลุยพื้นที่ หาปัญหาแล้วหละคะ เพราะแต่ละท้องที่ปัญหาไม่เหมือนกัน ฉะนั้น จะเอาปัญหาชุมชนนั้น มาแก้ปัญหาชุมชนนี้  ต้องดูเป็นชุมชนไป

-นำ มา SWOT ก่อน ที่พี่สุกล่าวมา ทำไมถึงรู้เรื่องนัก สมัยเป็นนักศึกษา เขาให้ลงสำรวจและสอบถาม ว่าหมู่บ้านใด สมควรที่จะได้รับว่าเป็นหมู่บ้านตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  พี่สุไปสำรวจสอบถามหลายหมู่บ้าน ก็ได้รับคำตอบว่า   มีโครงเข้ามาสู่ชาวบ้าน ให้ชาวบ้านทำตามโครงการ พอได้ถ่ายรูปแล้ว ก็ไม่ติดตามผล  และโครงการ ก็จะทำแบบเดียวกันหมด ไม่ทำตามปัญหา จนทำเหมือนกัน ปลูกผักเลี้ยงปลาเหมือนกัน ล้นตลาด เอาไปขายไม่ได้ มีไว้กิน และทำไม่ตลอด พอมันวายคนก็เลิกล้ม ไม่หมั่น ที่จะสานต่อหรือทำต่ออีก เพราะมันไม่ตรงประเด็นที่ชาวบ้านเดือดร้อน

-เช่นโครงการเลี้ยงปลาในบ่อ ในอ่าง ไว้บริโภค อ่างก็แคบๆๆ บางหมู่บ้านทำเป็นบ่อ  ก็สามารถเลี้ยงได้ ได้กินเป็นอาหารยามกลับจากนาไร่ แต่ที่เขาลำบากก็คือเขาต้องวิ่งเข้ามาซื้อหัวอาหารปลาในเมืองคะ  และเมื่อปลามันมากมายขึ้นก็แออัดกันอยู่ในบ่อ  บางบ้าน ก็เหลือแต่บ่อเปล่า เพราะเลี้ยงไปกินไป ไม่ทันได้แพร่พันธ์ นี่ก็คือปัญหาคะ

-บางโครงการ ซื้อบ่อซิเมนต์  เหมือนที่น้องครูใจดีปลูกมะนาวแหละคะ บ่อแบบนั้นแหละ  กับถังน้ำ  แล้วก็พันธ์ปลา ไม่มาติดตามผลงาน จบโครงการสวยหรูคะ  บ่อปลาก็ไปเป็นหรือทำอย่างอื่นไป   ทำไปทำไม  ทำไม ไม่ทำแบบยั่งยืน คือทำเอาแต่หน้า  พอว่าได้ทำ โครงการ

-พี่สุเม้นท์ยาวๆๆ คะ  คือพี่สุอยากให้รู้ไว้ ว่า เกษตรทางบ้านพี่สุเป็นเช่นนี้แหละ หวังว่า น้องสามารอ่านแล้วคงได้ข้อคิดนะคะ อย่าเป็นเหมือนเขา

-โครงการปลูกเห็ดนางฟ้า  หรือเห็ดอื่นๆ  ก็ซื้อพันธ์ จากเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ  ซึ่งเกษตรทำพันธ์มันไว้ เวลาขายให้หลวง ก็ใช้ชื่อภรรยาเป็นเจ้าของพันธ์  เหมือนอัฐยายซื้อขนมยาย ทำนองนี่แหละคะ

-พี่สุก็ขอนำมาแลกเปลี่ยน เพื่อให้น้องสามารถ นำเรื่องราวจากผู้ที่ไปสำรวจหาหมู่บ้าน ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจ ที่สมเหตุสมผลมาเล่าสู่กันฟังก่อนคะ

-ขอบคุณหลักปรัชญาต่างๆ ที่ถ่ายภาพมาให้อ่านเตือนสติคะ ไปหละ