
คนทำงานอยากเล่าเรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นอย่างน้อยเมื่อวันเวลาผ่านไปเราจะได้ไม่ลืมสิ่งเหล่านี้........เพราะแต่ละวันเรามีกิจกรรมต่างๆมากมายและพบกับผู้คนมากหน้าหลายตา
วันนี้หลังจากที่ความดันของลุงตกจากระดับปกติคุณหมอต้องเพิ่มยาdopamine ความดันโลหิตยังต่ำตลอด ต้องเพิ่ม Dobutamine การเต้นของหัวใจเร็วมากกว่าค่าปกติ แพทย์คิดถึงseptic shock ต้องเปลี่ยนยาเพิ่มความดันเป็น norepinephrine (Levophed)
dopamine กลไกการออกฤทธิ์

http://www.google.co.th/imglanding?
norepinephrine (Levophed)
ไม่มี Levophed แต่มี norprin
Sunday, 28 March 2010 17:44 | Author: สุนทราพร |
วันที่ 26 มีนาคม 2553 แผนกAEได้จัดอบรม+KM การบริหารยา Adrenergic Agonists (Adrenomimetic drugs) ระหว่างพยาบาลและเภสัชกร AE ยาทั้งหมดที่ได้พูดคุยกันมี 4 ชนิดแต่วันนี้ดิฉันจึงขอนำความรู้มาเผยแพร่แก่ผู้สนใจได้นำความรู้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คือ NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ NORADRENALINE (NA)
ก่อนอื่นดิฉันในฐานะผู้จัดขอขอบคุณ ภญ.วลัยพร วินัยโกศล (คุณฝน) ภญ.หฤทัย อภิภัทรกุล(คุณนุก) ที่กรุณานำความรู้มาฝากชาว AE ทุกเดือน ขอบคุณ ผตก. AEที่สนับสนุน และขบคุณชาวเออีทุกคนที่เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน
NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ NORADRENALINE (NA)
รูปแบบยาและความแรง : Ampule 4 mg/ 4 ml
ชื่อการค้า : ยาที่มีในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ Levophedâ เป็นยาในบัญชี ราคา 319 บาท *** แต่ปัจจุบัน (มีนาคม 53)เอาออกจากโรงพยาบาลแล้วเปลี่ยนเป็น norprinâ แทนนะคะ ดังนั้นเราควรจำชื่อสามัญให้แม่น แทนชือการค้า
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
1 ผลต่อ alpha receptor > Betareceptor
2 หัวใจและหลอดเลือด
- i.v. infusion: เพิ่ม systolic และ diastolic pressure, pulse pressure เพิ่มขึ้น
- กระตุ้น baroreceptor : ลด HR
3 อาจมีผลลดการไหลเวียนเลือดไปบริเวณต่างๆของร่างกาย
4 ไม่มีผลเด่นชัดต่อกล้ามเนื้อเรียบและอวัยวะต่างๆ
ข้อแตกต่างของ norepinephrine กับ epinephrine
- NE มีผลต่อ β2 receptor (มีผลต่อหลอดลม) น้อยกว่า Epinephrine
- NE เพิ่มทั้ง diastolic และ systolic blood pressure
- NE กระตุ้นให้เกิด Compensatory vagal reflex (กระตุ้น Baroreceptor)
- ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดได้อย่างเดียวเท่านั้น
ประโยชน์ในทางคลินิก
- สำหรับภาวะ Septic shock
- สำหรับภาวะ cardiogenic shock ระดับรุนแรงที่มี systolic pressure < 70 mmHg ร่วมกับมี total peripheral resistance อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (Hypotention shock)แต่ปัจจุบันนิยมใช้ dopamine มากกว่าเพราะไม่ค่อยมีผลกระทบต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่ไตเท่ากับ NE
อาการข้างเคียง คล้าย Epinephrine แต่รุนแรงน้อยกว่าอาการที่พบบ่อย ได้แก่ วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะ ทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia ถ้าฉีดยาออกนอกหลอดเลือดเพราะจะทำให้เกิด necrosis
การให้ยาการให้ยาแบบ continuous I.V. infusion
เด็ก: เริ่มต้น 0.05 – 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจน ; max. 2 mcg/kg/min
ผู้ใหญ่: เริ่มต้น 0.5 – 1.0 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ; ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 8 – 30 mcg/min
Hypotension, shock and cardiopulmonary resuscitation
เด็ก: เริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจน ; max. 2 mcg/kg/min
ผู้ใหญ่: ขนาดเริ่มต้น 8 – 12 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ (maximum dose : 30 mcg/min)
การผสม ความคงตัว และความเข้ากันได้
• เจือจางยาด้วย D5W หรือ D5S ไม่แนะนำให้เจือจางใน NSS เดี่ยวๆเพื่อป้องกันการสูญเสียความแรงของยาจากปฏิกิริยา oxidation
• ห้ามให้ในสาย I.V. เดียวกันกับเลือดและพลาสมา หรือสารละลายที่เป็นด่าง เช่น sodiumbicarbonate
• ยาที่เจือจางแล้วคงตัวนาน 24 ชั่วโมง
ข้อควรระวังในการใช้ยาอาจเกิดการรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือด เพราะจะทำให้เกิดเนื้อตาย และหากต้องใช้เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนแปลงบริเวณที่ แทงเข็มเข้ าหลอดเลือดเป็นระยะ เพื่อลดการเกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวในบริเวณที่แทงเข็ม เมื่อเกิด extravasation ให้ใช้ antidote คือ Phentolamine 5-10 mg ใน NSS 10-15 ควรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ Phentolamine ไม่มีในประเทศไทย
การพยาบาลขณะให้ยา NOREPINEPHRINE หรือ NORADRENALINE
- อธิบายเหตุผลการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติทราบก่อนให้ยา
- ดูแลตามมาตรฐานการให้ยา HAD
- การบริหารยาผู้ป่วย ควรให้ยาในเส้นเลือดขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของยาออกนอกเส้นเลือด ซึ่งจะทำให้เกิด tissue necrosis ได้ ระวังการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนบริเวณให้น้ำเกลือบ่อยๆ หากมีการรั่วให้ทา topical steroid แทน หรือการประคบเย็น
- ให้ยาทาง IV infusion เท่านั้น ควรผสมใน D5W D5S ไม่ควรผสมใน NSS ความคงตัวหลังผสม 24 ชั่วโมง ห้าม Bolus เด็ดขาด
- วัดความดันโลหิตและชีพจรทุก 2 นาที เมื่อเริ่มให้ยา จากนั้นวัดทุก 15-30 นาทีเมื่อความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ต้องการ (ปกติจะกำหนดที่ BP ไม่ต่ำกว่า 90/ 60 mmHg ,SBP 80-100 mmHg หรือ SBP ไม่เพิ่มเกิน 40 mmHg เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด)
- หลีกเลี่ยงการผสมใน Alkaline solution เช่น KCl , NaHCO3
- ต้องใช้เครื่อง Infusion pump ในการบริหารยาผู้ป่วย- ดูแลการปรับอัตราหยดของยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด- ควร Monitor EKG ขณะให้ยา- ติดตามสังเกตระดับความรู้สึกตัว ประเมิน tissue perfusion v/s อย่างใกล้ชิด
- บันทึก I/O
- ห้ามหยุดยาทันที ต้องลดอัตราลงช้าๆเพื่อป้องกันภาวะความดันต่ำ
- รายงานแพทย์เมื่อ
o Bradycardia; pulse < 60 BPM ,
o Hypotension;ต่ำกว่า 90/ 60 หรือ SBPเกิน 40 mmHg เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด
o ปริมาณปัสสาวะลดลง < 0.5 ml/kg/hr
o มีการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด
o พบอาการยาเกินขนาด: หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะและความดันสูงมาก
o พบอาการข้างเคียง : วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia
- เฝ้าดูอัตราการไหลของน้ำยาทุก 1 ชม. บันทึกบริเวณแทงเส้นว่ามีปวด บวม แดง หรือไม่
- บันทึกข้อมูลการได้รับยาของผู้ป่วย และผลข้างเคียงยาอย่างน้อย 3 ข้อ
สรุปและรวบรวมโดย นางสุนทราพร วันสุพงศ์ พยาบาล 8 ชำนาญการ แผนก AE โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มข. 28/03/53
วันที่ 26 มีนาคม 2553 แผนกAEได้จัดอบรม+KM การบริหารยา Adrenergic Agonists (Adrenomimetic drugs) ระหว่างพยาบาลและเภสัชกร AE ยาทั้งหมดที่ได้พูดคุยกันมี 4 ชนิดแต่วันนี้ดิฉันจึงขอนำความรู้มาเผยแพร่แก่ผู้สนใจได้นำความรู้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ คือ NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ NORADRENALINE (NA)
ก่อนอื่นดิฉันในฐานะผู้จัดขอขอบคุณ ภญ.วลัยพร วินัยโกศล (คุณฝน) ภญ.หฤทัย อภิภัทรกุล(คุณนุก) ที่กรุณานำความรู้มาฝากชาว AE ทุกเดือน ขอบคุณ ผตก. AEที่สนับสนุน และขบคุณชาวเออีทุกคนที่เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน
NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ NORADRENALINE (NA)
รูปแบบยาและความแรง : Ampule 4 mg/ 4 ml
ชื่อการค้า : ยาที่มีในโรงพยาบาลศรีนครินทร์Levophedâ เป็นยาในบัญชี ราคา 319 บาท *** แต่ปัจจุบัน (มีนาคม 53)เอาออกจากโรงพยาบาลแล้วเปลี่ยนเป็น norprinâ แทนนะคะ ดังนั้นเราควรจำชื่อสามัญให้แม่น แทนชือการค้า
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
1 ผลต่อ alpha receptor > Betareceptor
2 หัวใจและหลอดเลือด
- i.v. infusion: เพิ่ม systolic และ diastolic pressure,pulse pressure เพิ่มขึ้น
- กระตุ้น baroreceptor : ลด HR
3 อาจมีผลลดการไหลเวียนเลือดไปบริเวณต่างๆของร่างกาย
4 ไม่มีผลเด่นชัดต่อกล้ามเนื้อเรียบและอวัยวะต่างๆ
ข้อแตกต่างของ norepinephrine กับ epinephrine
- NE มีผลต่อ β2 receptor (มีผลต่อหลอดลม) น้อยกว่า Epinephrine
- NE เพิ่มทั้ง diastolic และ systolic blood pressure
- NE กระตุ้นให้เกิด Compensatory vagal reflex (กระตุ้น Baroreceptor)
- ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดได้อย่างเดียวเท่านั้น
ประโยชน์ในทางคลินิก
- สำหรับภาวะ Septic shock
- สำหรับภาวะ cardiogenic shock ระดับรุนแรงที่มี systolic pressure < 70 mmHg ร่วมกับมี total peripheral resistance อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (Hypotention shock)แต่ปัจจุบันนิยมใช้ dopamine มากกว่าเพราะไม่ค่อยมีผลกระทบต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่ไตเท่ากับ NE
อาการข้างเคียง คล้าย Epinephrine แต่รุนแรงน้อยกว่าอาการที่พบบ่อย ได้แก่ วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะ ทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia ถ้าฉีดยาออกนอกหลอดเลือดเพราะจะทำให้เกิด necrosis
การให้ยาการให้ยาแบบ continuous I.V. infusion
เด็ก: เริ่มต้น 0.05 – 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจน ; max.2 mcg/kg/min
ผู้ใหญ่: เริ่มต้น 0.5 – 1.0 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ; ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 8 – 30 mcg/min
Hypotension, shock and cardiopulmonary resuscitation
เด็ก: เริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจน ;max.2 mcg/kg/min
ผู้ใหญ่: ขนาดเริ่มต้น 8 – 12 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ (maximum dose : 30 mcg/min)
การผสม ความคงตัว และความเข้ากันได้
• เจือจางยาด้วย D5W หรือ D5S ไม่แนะนำให้เจือจางใน NSS เดี่ยวๆเพื่อป้องกันการสูญเสียความแรงของยาจากปฏิกิริยา oxidation
• ห้ามให้ในสาย I.V. เดียวกันกับเลือดและพลาสมา หรือสารละลายที่เป็นด่าง เช่น sodiumbicarbonate
• ยาที่เจือจางแล้วคงตัวนาน 24 ชั่วโมง
ข้อควรระวังในการใช้ยาอาจเกิดการรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือด เพราะจะทำให้เกิดเนื้อตาย และหากต้องใช้เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนแปลงบริเวณที่ แทงเข็มเข้ าหลอดเลือดเป็นระยะ เพื่อลดการเกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวในบริเวณที่แทงเข็มเมื่อเกิด extravasation ให้ใช้ antidote คือ Phentolamine 5-10 mg ใน NSS 10-15 ควรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แต่ Phentolamine ไม่มีในประเทศไทย
การพยาบาลขณะให้ยา NOREPINEPHRINE หรือ NORADRENALINE
- อธิบายเหตุผลการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติทราบก่อนให้ยา
- ดูแลตามมาตรฐานการให้ยา HAD
- การบริหารยาผู้ป่วย ควรให้ยาในเส้นเลือดขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของยาออกนอกเส้นเลือด ซึ่งจะทำให้เกิด tissue necrosis ได้ ระวังการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนบริเวณให้น้ำเกลือบ่อยๆ หากมีการรั่วให้ทา topical steroid แทน หรือการประคบเย็น
- ให้ยาทาง IV infusion เท่านั้น ควรผสมใน D5W D5Sไม่ควรผสมใน NSS ความคงตัวหลังผสม 24 ชั่วโมง ห้าม Bolus เด็ดขาด
- วัดความดันโลหิตและชีพจรทุก 2 นาที เมื่อเริ่มให้ยา จากนั้นวัดทุก 15-30 นาทีเมื่อความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ต้องการ (ปกติจะกำหนดที่ BP ไม่ต่ำกว่า 90/ 60 mmHg ,SBP 80-100 mmHg หรือ SBP ไม่เพิ่มเกิน 40 mmHg เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด)
- หลีกเลี่ยงการผสมใน Alkaline solution เช่น KCl , NaHCO3
- ต้องใช้เครื่อง Infusion pump ในการบริหารยาผู้ป่วย- ดูแลการปรับอัตราหยดของยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด- ควร Monitor EKG ขณะให้ยา- ติดตามสังเกตระดับความรู้สึกตัว ประเมิน tissue perfusion v/s อย่างใกล้ชิด
- บันทึก I/O
- ห้ามหยุดยาทันที ต้องลดอัตราลงช้าๆเพื่อป้องกันภาวะความดันต่ำ
- รายงานแพทย์เมื่อ
o Bradycardia; pulse < 60 BPM ,
o Hypotension;ต่ำกว่า 90/ 60 หรือ SBPเกิน 40 mmHg เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด
o ปริมาณปัสสาวะลดลง < 0.5 ml/kg/hr
o มีการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด
o พบอาการยาเกินขนาด: หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะและความดันสูงมาก
o พบอาการข้างเคียง : วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia
- เฝ้าดูอัตราการไหลของน้ำยาทุก 1 ชม. บันทึกบริเวณแทงเส้นว่ามีปวด บวม แดง หรือไม่
- บันทึกข้อมูลการได้รับยาของผู้ป่วย และผลข้างเคียงยาอย่างน้อย 3 ข้อ
สรุปและรวบรวมโดย นางสุนทราพร วันสุพงศ์ พยาบาล 8 ชำนาญการ แผนก AE โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มข. 28/03/53 http://www.nurse.kku.ac.th
แล้วก็สำเร็จค่ะ


