วันที่ 26 มีนาคม 2553    แผนกAEได้จัดอบรม+KM การบริหารยา  Adrenergic Agonists (Adrenomimetic  drugs) ระหว่างพยาบาลและเภสัชกร AE ยาทั้งหมดที่ได้พูดคุยกันมี 4 ชนิดแต่วันนี้ดิฉันจึงขอนำความรู้มาเผยแพร่แก่ผู้สนใจได้นำความรู้นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์  คือ  NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ  NORADRENALINE (NA) 

             ก่อนอื่นดิฉันในฐานะผู้จัดขอขอบคุณ ภญ.วลัยพร  วินัยโกศล  (คุณฝน) ภญ.หฤทัย อภิภัทรกุล(คุณนุก) ที่กรุณานำความรู้มาฝากชาว AE ทุกเดือน  ขอบคุณ ผตก. AEที่สนับสนุน และขบคุณชาวเออีทุกคนที่เอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน  

             NOREPINEPHRINE (NE ) หรือ  NORADRENALINE (NA) 

รูปแบบยาและความแรง :   Ampule 4 mg/ 4 ml  

ชื่อการค้า : ยาที่มีในโรงพยาบาลศรีนครินทร์Levophedâ เป็นยาในบัญชี  ราคา 319 บาท *** แต่ปัจจุบัน (มีนาคม 53)เอาออกจากโรงพยาบาลแล้วเปลี่ยนเป็น norprinâ แทนนะคะ  ดังนั้นเราควรจำชื่อสามัญให้แม่น แทนชือการค้า 

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

1  ผลต่อ alpha receptor > Betareceptor

2  หัวใจและหลอดเลือด

                    -    i.v. infusion: เพิ่ม systolic และ diastolic pressure,pulse pressure เพิ่มขึ้น

          -    กระตุ้น baroreceptor : ลด HR

3  อาจมีผลลดการไหลเวียนเลือดไปบริเวณต่างๆของร่างกาย

4  ไม่มีผลเด่นชัดต่อกล้ามเนื้อเรียบและอวัยวะต่างๆ

ข้อแตกต่างของ norepinephrine กับ epinephrine

-             NE มีผลต่อ β2 receptor (มีผลต่อหลอดลม) น้อยกว่า Epinephrine  

-            NE เพิ่มทั้ง diastolic และ systolic blood pressure 

-            NE กระตุ้นให้เกิด Compensatory vagal reflex (กระตุ้น Baroreceptor) 

-           ให้ทางหลอดเลือดดำแบบหยดได้อย่างเดียวเท่านั้น 

ประโยชน์ในทางคลินิก

-           สำหรับภาวะ Septic shock

-           สำหรับภาวะ cardiogenic shock ระดับรุนแรงที่มี systolic pressure < 70 mmHg ร่วมกับมี total peripheral resistance อยู่ในเกณฑ์ต่ำ   (Hypotention shock)แต่ปัจจุบันนิยมใช้ dopamine มากกว่าเพราะไม่ค่อยมีผลกระทบต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่ไตเท่ากับ NE 

อาการข้างเคียง คล้าย Epinephrine แต่รุนแรงน้อยกว่าอาการที่พบบ่อย ได้แก่ วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะ  ทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia  ถ้าฉีดยาออกนอกหลอดเลือดเพราะจะทำให้เกิด necrosis  

การให้ยาการให้ยาแบบ continuous I.V. infusion           

เด็ก: เริ่มต้น 0.05 0.1 mcg/kg/min    เพิ่มขนาดจน ; max.2 mcg/kg/min           

ผู้ใหญ่: เริ่มต้น 0.5 1.0 mcg/min       เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ; ขนาดยาที่ใช้โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 8 30 mcg/min 

Hypotension, shock and cardiopulmonary resuscitation           

 เด็ก: เริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจน  ;max.2 mcg/kg/min           

 ผู้ใหญ่: ขนาดเริ่มต้น 8 12 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ   (maximum dose : 30 mcg/min) 

การผสม ความคงตัว และความเข้ากันได้

          เจือจางยาด้วย D5W หรือ D5S  ไม่แนะนำให้เจือจางใน NSS เดี่ยวๆเพื่อป้องกันการสูญเสียความแรงของยาจากปฏิกิริยา oxidation  

          ห้ามให้ในสาย I.V. เดียวกันกับเลือดและพลาสมา หรือสารละลายที่เป็นด่าง เช่น sodiumbicarbonate 

          ยาที่เจือจางแล้วคงตัวนาน 24 ชั่วโมง 

ข้อควรระวังในการใช้ยาอาจเกิดการรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือด เพราะจะทำให้เกิดเนื้อตาย และหากต้องใช้เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนแปลงบริเวณที่ แทงเข็มเข้ าหลอดเลือดเป็นระยะ เพื่อลดการเกิดภาวะหลอดเลือดหดตัวในบริเวณที่แทงเข็มเมื่อเกิด extravasation  ให้ใช้  antidote คือ Phentolamine 5-10 mg  ใน NSS  10-15 ควรให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้  แต่ Phentolamine ไม่มีในประเทศไทย  

การพยาบาลขณะให้ยา NOREPINEPHRINE  หรือ  NORADRENALINE 

 -             อธิบายเหตุผลการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติทราบก่อนให้ยา

-             ดูแลตามมาตรฐานการให้ยา HAD

-             การบริหารยาผู้ป่วย ควรให้ยาในเส้นเลือดขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของยาออกนอกเส้นเลือด ซึ่งจะทำให้เกิด tissue necrosis ได้ ระวังการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด ถ้าจำเป็นควรเปลี่ยนบริเวณให้น้ำเกลือบ่อยๆ หากมีการรั่วให้ทา topical steroid แทน หรือการประคบเย็น

-             ให้ยาทาง IV infusion เท่านั้น ควรผสมใน D5W  D5Sไม่ควรผสมใน NSS ความคงตัวหลังผสม 24 ชั่วโมง ห้าม Bolus เด็ดขาด

-             วัดความดันโลหิตและชีพจรทุก 2 นาที เมื่อเริ่มให้ยา จากนั้นวัดทุก 15-30 นาทีเมื่อความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ต้องการ (ปกติจะกำหนดที่ BP  ไม่ต่ำกว่า 90/ 60 mmHg ,SBP 80-100 mmHg หรือ SBP  ไม่เพิ่มเกิน 40 mmHg  เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด)

-             หลีกเลี่ยงการผสมใน Alkaline solution เช่น KCl , NaHCO3 

-             ต้องใช้เครื่อง Infusion pump ในการบริหารยาผู้ป่วย-             ดูแลการปรับอัตราหยดของยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด-             ควร Monitor EKG ขณะให้ยา-             ติดตามสังเกตระดับความรู้สึกตัว ประเมิน tissue perfusion v/s อย่างใกล้ชิด  

-             บันทึก I/O  

-             ห้ามหยุดยาทันที ต้องลดอัตราลงช้าๆเพื่อป้องกันภาวะความดันต่ำ

-             รายงานแพทย์เมื่อ

o        Bradycardia; pulse < 60 BPM  ,

o        Hypotension;ต่ำกว่า 90/ 60 หรือ SBPเกิน 40 mmHg  เทียบกับค่า SBP ของเริ่มวัด

o        ปริมาณปัสสาวะลดลง < 0.5 ml/kg/hr

o        มีการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด

o        พบอาการยาเกินขนาด: หัวใจเต้นเร็ว  ปวดศีรษะและความดันสูงมาก

o        พบอาการข้างเคียง : วิตกกังวล หายใจลำบาก หัวใจเต้นช้าและแรง และปวดศีรษะ ในขนาดที่มากเกินปกติจะทำให้เกิดปวดศีรษะรุนแรง ปวดแน่นหน้าอก ซีด เหงื่อออก และอาเจียน อาจทำให้เกิด cardiac arrhythmia

-            เฝ้าดูอัตราการไหลของน้ำยาทุก 1 ชม. บันทึกบริเวณแทงเส้นว่ามีปวด บวม แดง หรือไม่

 -           บันทึกข้อมูลการได้รับยาของผู้ป่วย  และผลข้างเคียงยาอย่างน้อย 3 ข้อ 

สรุปและรวบรวมโดย นางสุนทราพร วันสุพงศ์ พยาบาล 8 ชำนาญการ                            แผนก AE โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มข. 28/03/53 http://www.nurse.kku.ac.th
เอาความรู้เรื่อง
High alert drug มาฝากค่ะ(HAD) การดูแลแพทย์ try wean ยาที่กระตุ้น heart rate ก็ Dopamine ลงก่อน ก็ดูแลความดันโลหิตไม่ให้ต่ำกว่าค่าปกติ การwean ยาไม่รีบผู้ป่วยมีปัญหาซับซ้อนมาก ทั้งติดเชื้อดื้อยาด้วย และมีปัญหา DICDisseminated intravascular coagulation (DIC) ยาต้านจุลชีพที่มีผลต่อไต ฯลฯก็ต้องตรวจวัดระดับยาอีก (ดีนะจ้ะว่ามีทีมเภสัชกรช่วยดูแล)
ที่สำคัญผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบไหลเวียน(คุณลุง อุณหภูมิผิวหนังจะต่ำด้วยค่ะ Keep warm ให้ตลอด )คุณหมอกลัวเรื่องlimp ishemiaด้วย
แล้วก็สำเร็จค่ะ
ประทับใจทีมCVT มากจริงๆค่ะ ทั้งน้องทั้งพี่วิ่งดูแลผู้ป่วยพี่นุ้ย หทัยวรรณ กับพี่พชร เป็นแพทย์ที่น่ารักและดูแลผู้ป่วยดีมากๆเลย พี่ๆและน้องพยาบาลผู้ช่วยพยาบาลก็ขยันขันแข็ง ทำให้แต่ละเวรผ่านไปได้ด้วยดี แม้บางวันเหนื่อยแทบไม่ได้พัก
น้องEXT บางทีอยู่เวรต้องมาช่วยเพื่อนทำงานด้วยน่ารักมาก
และทำให้ญาติผู้ป่วยยิ้มได้เหมือนกัน
ที่สำคัญวันนี้เราเห็นคุณลุงฟื้นและยิ้มให้พวกเราอีกครั้ง แม้ระดับ LFT ที่วัดระดับได้สูงกว่าปกติ(อีกแล้ว)...เฮ้อปัญหาข้างหน้ามีอีกแล้ว