- ทางเลือกให้ชาวบ้าน คือ สิ่งบำรุงพืชผัก พืชกสิกรรม และป้องกันศัตรูพืชนั้น ร้อยทั้งร้อยเวลานี้ ฝังสมองว่าต้องปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า เพราะรวดเร็ว ทันตาเห็น ง่ายแค่เงินต่อเงิน
- โดยไม่ทราบ ไม่เข้าใจ วิธีแบบธรรมชาติ ยุ่งยาก ไม่มีตัวอย่างแห่งความสำเร็จให้เห็น
- เมื่อวิทยากรผู้รู้มาอบรมให้ ตอน อบจ.น่านจัด กลายเป็นอันว่า ชาวบ้านเห็นช้างเป็นหมูไปเลย ปกติทำงานทั่วไปหนักกว่านี้อีก
- แถมรู้ภัยจากสารเคมีซึ่งมองไม่เห็น มันฝังดินเป็นสิบๆปี ไหลบ่าลงแม่น้ำ ลูกหลานลงเล่นน้ำ วัวควายดื่มเข้าไป
- มีผู้เจ็บป่วยจากเรื่องนี้เยอะ แต่เราไม่ได้รับทราบเท่านั้น (หมอชาตรี คงมีสถิติเด็ดๆ)
- ฮักเมืองน่าน คงช่วยชาวบ้านเรื่องนี้อยู่ หรือ กลุ่มๆอื่นๆคงทำอยู่ ไม่พอหรอกครับ ต้านกระแสทุนนิยมไม่ไหว มันไปเหมือนหัวหน้าไก่ว่า คลื่นวิทยุหมอชาตรียังสู้ไม่ไหวไปไม่ถึงเลย
- บ้านเปรมสุขเป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่บอกไว้ ตอนนี้น้องๆแฮปปี้ ท่านผอ.ก็แฮปปี้ แถมโชว์ให้ดูว่า ผักมันกรอบและมันใจในการรับประทานจริงๆ
- แต่ก่อนจะเห็นเป็นรูปธรรมนี้ มาจากวิธีคิดเสียก่อน ต่อสู้กันพักใหญ่เหมือนกัน เราบอกว่าอย่าใช้สารเคมี มันอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น มันเป็นภัยที่มองไม่เห็น
- ผมยกตัวอย่างที่อีสานให้เขาฟังว่า เขาทำไร่มันสำประหลังอัดปุ๋ยและสารเคมีเต็มที่ ๒ ปีได้รถปิ๊กอัพออกมาขี่ ๑ คัน ขี่รถได้ปีเดียวตายเพราะสารเคมี คุ้มไหม เป็นต้น
- บางครั้งต้องมีตัวอย่างเด็ดๆให้เห็น
- คนต้นน้ำน่านใส่สารเคมี นึกภาพแล้วอันตราย กระจายมาให้คนที่ใต้น้ำหมดเลย
- ครั้งหนึ่งผมเห็นปลาที่ลำน้ำครกที่บ้านเปรมสุข ลอยขึ้นมาตายเต็มไปหมด เช็คดูแล้วน่าจะมาจากยาฆ่าหญ้าพื้นที่เกษตร บนต้นน้ำหลายพันไร่ใส่ก่อนฝนห่าแรกจะมา
- หากไม่ให้ความสนใจต่อต้นน้ำน่าน พื้นที่กว้างใหญ่แต่ละเจ้าก็ใช้สารเคมีกัน รวมกันเข้าก็จะเยอะมาก
- มันเป็นภัยใกล้ตัวจริงๆนะครับ ต้องช่วยกัน ก่อนที่จะสายเกินแก้