ปีที่แล้ว เมื่อตอนที่ผมยังเรียนอยู่ที่สก็อตแลนด์ นักศึกษาทั่วยูเค โดยเฉพาะที่อังกฤษ ออกมาประท้วงเรื่องที่รัฐจะอนุญาตให้มหาลัยรัฐเก็บค่าเทอมเพิ่มได้ เป็นเรื่องเป็นราวอยู่นาน แต่สุดท้ายก็คือ ค่าเทอมแพงขึ้น
เพราะรัฐเองก็ไม่ได้มีเงินมากมาย ก็ไม่สามารถสนับสนุนมหาลัยได้เต็มที่ คงเหมือนกับเมืองไทยตอนนี้ คือเร่งให้มหาลัยหาเงินกันเอง พวกมหาลัยระดับต้น ๆ นั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่มหาลัยไม่ค่อยดังนี่ก็ลำบากหน่อย
ทำให้มีคนสังเกตว่า การที่จำนวนนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะที่ไม่ได้จากกลุ่มสหภาพยุโรป (non-EU) เพิ่มขึ้นสูงมาก ในระบบมหาลัยของทั้งยูเค เกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ด้วยรึเปล่า
นักศึกษา UK/EU จ่ายค่าเล่าเรียนน้อยกว่า non-EU ถึงประมาณสามเท่า
อย่างหลักสูตรของผมนั้น ถ้าเป็น non-EU ต้องจ่ายถึง 10,650 ปอนด์ (หลักสูตร 1 ปี) แต่นักศึกษา EU จ่ายเพียงราว 3,000 ปอนด์
องค์กรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอดินบะระที่ผมเคยอยู่ ยื่นหนังสือถึงฝ่ายบริหาร ให้ตอบข้อสงสัยว่า การเชื้อชาติของนักศึกษา (non-EU vs EU) มีผลต่อการรับเข้าศึกษารึเปล่า (เพราะถ้าเป็น non-EU มหาลัยจะได้เงินมากกว่า) - แน่นอน ฝ่ายบริหารออกมาบอกว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน
คล้าย ๆ มหาลัยไทยตอนนี้นิดหน่อย มหาลัยรัฐนิยมเปิดโครงการพิเศษ เพราะเก็บค่าเทอมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า (ที่ธรรมศาสตร์ ตอนนี้จำนวนรับนศ.โครงการพิเศษ น่าจะมากกว่าโครงการปกติแล้ว - นับรวมทุกระดับ)
สถาบันอุดมศึกษาบ้่านเราจะดึงชาวต่างชา่ติที่ไหนมาเรียนได้บ้าง
เรื่องเงินนี่จะเอาให้ได้เยอะ ๆ แบบประเทศอื่น ๆ ข้างบนลำบาก (เค้ามีจุดดึงดูเรื่องภาษา - อังกฤษคนใช้เยอะ จีนเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็อยากค้าขายด้วย ; หรือไม่ก็เทคโนโลยี เยอรมนี ฝรั่งเศส ..)
แต่ที่อยากได้คือ บรรยากาศในห้องเรียน ในห้องวิจัย น่าจะหลากหลายขึ้น คนพื้นเพไม่เหมือนกัน ความคิดก็ต่างกัน ถ้าถกกันในห้องเรียนได้ คงจะสนุก
:)