ต้องการทำ กระบวนการจัดการความรู้ ในสาขาที่จบมา ด้านกายภาพบำบัด ตอนนี้ รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ วารสาร ทั้งใน และต่างประเทศ เกี่ยวกับ การปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่าและสะบัก ปวดหลัง ปวด เข่า ปวดข้อเท้า โดยมีหัวข้อหลักคือ ส่งเริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู ด้วยตนเองได้อย่างไร เช่น ทำอย่างไร ไม่ให้ปวดคอ
ด้านการส่งเสริม ก็จะมีรูปภาพต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง บรรยายถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดคอ
ด้านการป้องกัน จะมีเป็นรูปภาพท่าทางต่างๆที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องในกิจวัตรประจำวัน เช่น การนอนหมอนสูง การก้มคอนานๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดคอได้
ด้านการรักษาเมื่อเกิดมีอาการปวดคอขึ้นมา ควรรักษาด้วยตนเองอย่างไร เช่น ท่าทางที่เหมาะสมต่างๆ การให้ความเย็น ใน48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้น จึงให้ความร้อน หรือ บางตำราก็บอกว่า หลัง 48 ชั่วโมงแล้ว จะใช้ร้อนหรือเย็นก็ได้ตามความพอใจ แล้วจึงทำการยืดกล้ามเนื้อเบาๆ วันละ 2-3 ครั้ง อย่างสมำเสมอทุกวัน เมื่ออาการปวดทุเลาลง จึงเริ่มทำการออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ
ด้านการฟื้นฟู จะทำอย่างไรให้หายปวดคอ เช่น การยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง ในท่าใดบ้าง นานกี่วินาที่ วันละกี่ครั้ง บอกหมด การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ โดยใช้แรงมือต้านกับศรีษะตัวเอง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง ที่เป็นสาเหตุให้ปวดคอ
ซึ่งได้รวบรวมจาก นักกายภาพบำบัด ที่ทำงานด้วยกัน 14 คน แล้ว อยากจะเรียนถามว่า ถ้าต้องการจะส่งให้อาจารย์ภาควิชา กายภาพบำบัด ทุกสถาบัน ในประเทศไทย ช่วยกัน ตรวจด้านเนื้อหา แล้วส่งกลับมา จากนั้น ส่งให้แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและศัลยแพทย์กระดูก ตามรพ. ต่างๆช่วยตรวจสอบ เพิ่ม ลด เนื้อหาที่คิดว่าไม่ถูก ไม่ควร หรือควรเพิ่มในด้านใด จากนั้นจึงนำมารวบรวมเป็นหนึ่งเดียวและจัดทำออกมาเป็นรูปแบบของวีซีดี คลิกชื่อเรื่อง ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ โดยจัดทำเป็นภาพเคลื่อนไหว พร้อมคำบรรยาย แบบไม่ใช้ภาษาทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป , ชุมชน , นักศึกษา , หน่วยงานต่างๆ หรือผู้ที่สนใจ ได้นำไปใช้ในการดูแลตนเอง ด้วยแนวทางที่ถูกต้อง ท้ายเรื่องจะมีรายชื่อผู้ตรวจสอบเนื้อหาทุกท่าน และเมื่อทำวีซีดี เสร็จแล้ว จะทำการจัดส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่กรุณาตรวจสอบเนื้อหาให้ เพื่อเป็นการขอบคุณ อยากเรียนถามว่า กระบวนการดังกล่าวถือว่าเป็นการจัดการความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกจะต้องทำอย่างไร เนื่องจาก ต้องการจัดทำงานส่งเสริม ป้องกันมากกว่า การรักษา เพราะปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อ ที่หน่วยงาน มี เพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนคนทำงานก็น้อย ประสิทธิภาพในการรักษาแทบไม่มี เนื่องจากจำกัดด้วยเวลา ด้วยปริมาณ ผู้ป่วย ด้วยทรัพยากรอื่นๆ ถ้าส่งเสริมป้องกันได้ ก็จะมีประโยชน์อย่างมากกับทั้งผู้ป่วย ผู้ไม่ป่วย และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ ได้ด้วย อย่างทำมากๆ ค่ะ ขอความกรุณาช่วยด้วยค่ะ