วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อช่วยให้แผลเบาหวานหายเร็วขึ้น
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้าได้รับการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมและแผลหายเร็วขึ้น
ตัวชี้วัด/เป้าหมาย
แผลเบาหวานที่ใช้วิธี syring irrigate หายเร็วขึ้นมากกว่าวิธีการทำแผลธรรมดา 50 %
หลักฐาน/ความรู้เชิงประจักษ์
การสมานแผล (อังกฤษ: wound healing, wound repair) เป็นกระบวนการซับซ้อนซึ่งผิวหนังหรืออวัยวะอื่นทำการซ่อมแซมตัวเองหลังจากได้รับบาดเจ็บ[2] ในผิวหนังปกติ ชั้น epidermis และ dermis อยู่ในสมดุลสถิตตลอดเวลาเพื่อสร้างเกราะกำบังป้องกันร่างกายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เมื่อเกราะป้องกันนี้ถูกทำลายจะมีกระบวนการทางสรีรวิทยาปกติเพื่อทำการรักษาบาดแผลเกิดขึ้นทันที ตัวแบบคลาสสิคของการสมานแผลแบ่งออกเป็นสามหรือสี่ระยะซึ่งค่อนข้างซ้อนทับกัน ระยะที่ (1) คือระยะการหยุดของเลือด (hemostasis) ซึ่งนักวิชาการบางท่านไม่นับเป็นระยะ (2) การอักเสบ (inflammatory) (3) การเจริญ (proliferative) และ (4) การปรับรูปร่าง (remodeling) [3] เมื่อเกิดมีการบาดเจ็บของผิวหนังจะมีเหตุการณ์ทางชีวเคมีอันซับซ้อนเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนที่สอดรับกันอย่างดีเพื่อรักษาบาดแผล[4] ภายในไม่กี่นาทีหลังได้รับบาดเจ็บเกล็ดเลือดจะมารวมตัวกันที่บริเวณบาดแผลเพื่อสร้างเป็น fibrin clot โดย clot นี้จะทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้เลือดไหล
ในระยะการอักเสบ แบคทีเรียและเศษเซลล์จะถูกจับกินและกำจัดทิ้ง มี factor หลายอย่างถูกปล่อยออกมาทำให้มีการย้ายที่และการแบ่งตัวของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระยะการเจริญ
ในระยะเจริญมีลักษณะเฉพาะคือการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) การวางตัวของคอลลาเจน (collagen deposition) การสร้างเนื้อเยื่อแกรนูเลชัน (granulation tissue formation) การสร้างเนื้อเยื่อบุผิว (epithelialization) และการหดรั้งตัวของบาดแผล (wound contraction) [5] ในการสร้างหลอดเลือดใหม่จะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่จากเซลล์เยื่อบุผิวหลอดเลือด[6] ใน fibroplasia และ granulation tissue formation นั้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์จะเจริญและสร้าง extracellular matrix ขึ้นมาใหม่โดยการหลั่ง collagen และ fibronectin[5] ในขณะเดียวกันเยื่อบุผิวจะมีการสร้างเยื่อบุผิวขึ้นใหม่โดยเซลล์เยื่อบุผิวจะเจริญและ "คืบคลาน" มาอยู่เหนือก้นแผล เป็นการปกป้องเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นใหม่[7]
ในการหดรั้งของบาดแผล บาดแผลจะมีขนาดเล็กลงเป็นผลจาก myofibroblast ซึ่งทำให้เกิดการหดตัวที่ขอบแผลและหดตัวเองลงด้วยกระบวนการคล้ายคลึงกับการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ เมื่อบทบาทของเซลล์เหล่านี้ยุติลงจะเกิดกระบวนการ apoptosis เพื่อทำลายตัวเอง
ในขั้นตอนการเจริญเต็มที่และปรับรูปร่างของบาดแผล collagen จะมีการปรับรูปร่างและจัดเรียงตำแหน่งใหม่ตามแนวแรงตึง เซลล์ที่หมดหน้าที่จะทำลายตัวเองด้วยกระบวนการ apoptosis[5]
อย่างไรก็ดี กระบวนการเหล่านี้ซับซ้อนและเปราะบางอย่างมาก มีโอกาสถูกขัดจังหวะทำให้เกิดการล้มเหลวของการสมานแผลกลายเป็นบาดแผลที่ไม่หายเรื้อรังได้ ปัจจัยที่อาจมีส่วน เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง อายุมาก และการติดเชื้อ เป็นต้น[8]
กิจกรรม/ขั้นตอนการดำเนินการ
1.ประเมินลักษณะของแผลเบาหวาน หากแผลยังมีการติดเชื้อยู่ให้รักษาเรื่องการติดเชื้อให้หายก่อน หรือหากเกิดจากการกดทับแผลให้ Off Loading ก่อนแล้วจึงทำแผล
2.ประชาสัมพันธ์ให้ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานถึงที่มาและความสำคัญของวิธีการทำแผล เปลี่ยนวิธีการทำแผลโดยใช้ syringe ดูด Nss ชะล้างแผลแทนการใช้ลำลีเช็ดแผลผู้ป่วยเบาหวานและขอความร่วมมือในการทำแผล
3.เริ่มทำการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่เริมทำแผล และวัดขนาดแผล ถ่ายรูปเก็บไว้
4.ประเมินบาดแผลหลังใช้วิธีการ Syring Irrigate ทุก 1 เดือน และวัดขนาดแผล+ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
5.วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อน-หลังการทำแผลเพื่อสรุปผล
ผลการดำเนินการ
1.ผู้ป่วยเบาหวานรายที่ 1 HN 422 (เริ่มประเมินตั้งแต่ 15 ก.ค. 52-15 ต.ค.52)
- ขนาดของแผลลดลง 25 % ใน 15 วัน (ขนาดแผลเดิม 2 ซม.ลดลงเหลือ 1.5 ซม.)
- ขนาดของแผลลดลง 50 % ใน 60 วัน (ขนาดแผลเดิม 2 ซม.ลดลงเหลือ 1. ซม.)
- ขนาดของแผลลดลง 75 % ใน 90 วัน (ขนาดแผลเดิม 2 ซม.ลดลงเหลือ 0.5 ซม.)
2.ผู้ป่วยเบาหวานรายที่ 2 HN 51351 (เริ่มประเมิน 22 กรกฎาคม 2552-5 พฤศจิกายน 2552)
ผู้ป่วยรายนี้แผลหายโดยใช้ระยะเวลา 106 วัน จากเดิมที่เริ่มเป็นแผลปี 2550 มีระยะเวลาในการทำแผลตั้งแต่ 7 กันยายน 2550-14 กรกฎาคม 2552ใช้เวลาในการทำแผลทั้งสิ้นรวมจนถึงแผลหาย 788 วัน(ปี2550 115 วัน+ปี 2551 365 วัน+ปี 2552 308 วัน=788วัน)