สมัยก่อนๆการตั้งงบประมาณสนับสนุนสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ไม่เคยมีปัญหาโดยเฉพาะในสมัยที่องค์กรของเทศบาลยังสังดักอยู่กับกรมการปกครอง และมีอธิบดีหรือรองอธิบดีกรมการปกครอที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย โดยในสมัยนั้น จะมีหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0313.4/ว 3889 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งออกโดยกรมการปกครอง เรื่องซักซ้อมความเข้าใจหนังสือสั่งการ การตราเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณรายจ่าย ในข้อ 1 การตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลาง
1.2 ค่าบำรุงสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ให้เทศบาลและเมืองพัทยาตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นค่าบำรุงสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยเป็นรายปี ในอัตราร้อยละเศษหนึ่งส่วนหกของรายรับจริงในปีที่ล่วงมาแล้ว (ไม่รวมเงินกู้ เงินจ่ายขาดเงินสะสม และเงินอุดหนุนทุกประเภท) แต่ทั้งนี้ไม่เกินห้าแสนบาท
และในหนังสือกรมการปกครอง ด่วนมากที่ มท 0313.4/ว 2787 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เรื่อง การพิจารณาระบบงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ กำหนดไว้คือ รายจ่ายตามงบประมาณจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ รายจ่ายงบกลาง และรายจ่ายของแผนงาน
1.รายจ่ายงบกลาง หมายความว่า รายจ่ายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีภาระผูกพันต้องจ่ายและเป็นรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้หน่วยงานต่างๆเบิกจ่าย ได้แก่ รายจ่ายดังต่อไปนี้
(2) ประเภท รายจ่ายตามข้อผูกพัน รายละเอียด - เช่น ค่าบำรุงสันิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับสมาคม ส.ท.ท. เป็นต้น
ครับที่มาที่ไปของการตั้งงบประมาณอุดหนุนสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ก็เป็นเช่นนี้ ส่วนช่วงหลังๆ เมื่อมีการจัดตั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และทางสมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย ได้้มีการพัฒนาองค์กรใหม่ โดยใช้ระบบของการว่าจ้างเลขาธิการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย มาทำหน้าที่ในการบริหารงานของสมาคม แทนข้าราชการประจำเดิม ทำให้ช่วงหลังๆหนังสือซักซ้อมแนวทางในการตั้งงบประมาณอุดหนุนสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้หายไปด้วย ยิ่งช่วงหลังเริ่มมีการจัดตั้งสมาคมหรือองค์กรต่างๆเพิ่มขึ้น ตามความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็ยิ่งทำให้บทบาทและฐานะของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่จะต้องพิจารณาทบทวนบทบาท อำนาจหน้าที่ และกำหนดทิศทางเดินของตนว่า จะไปในมิศทางไหน และจะทำให้สมาชิกซึ่งเป็นเทศบาลเกือบทั่วประเทศเข้าใจและมั่นใจได้อย่างไร