ครับผมเป็นอีกคนที่อยากจะระบายความจริงที่พบเจอมา คล้ายๆกับคุณข้างบน(คห.ที่5) ที่คล้าย หรืออาจจะเป็นหมอคนเดียวกันก็ไม่แน่ คือ หมอแผนก อายุรกรรมชาย 5 (ที่ว่าคนเดียวกันอาจจะเปลี่ยนเบอร์ห้อง) เรื่องของเรื่อง คือ ผมเป็น ตำรวจอยู่พื้นที่ จ.ยะลา เมื่อ วันที่ 14/2/2553 ผมออกเวรและก็กลับบ้านที่ อ.หาดใหญ่ ทางญาติที่ จ.พัทลุง โทรมาบอกว่า คุณตาที่ไปรักษาตัวอยู่ที่ รพ.อำเภอหนึ่งของ จ.พัทลุง อาการไม่ดีขึ้น จึงให้ผมไปรับตามาตรวจดูอาการที่ รพ.มอ ผมก็ไปรับแล้วก็พาตาไป รพ.มอ.วันนั้นเลย แต่ วันที่ 14 เป็นวันอาทิตย์ ผมจึงพาตาไปที่ตึกฉุกเฉิน และพบกับคุณหมอผู้หญิงซึ่งใจดีมาก คุณหมอสอบถามอาการของตาจากตาโดยตรงและมีผมกับน้าสาวอีกคนที่คอยให้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากนั้นคุนหมอก็นัดให้มาพบหมอเฉพาะทาง คือแผนกอายุรกรรมชาย(เริ่มเข้าประเด็นแล้ว ) ในวันอังคารที่ 16/2/2553 ซึ่งช่วงนั้นผมก็ต้องขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเพื่ออยู่ต่อ จากนั้นก็มาพบหมอตามใบนัด ครั้งแรกที่เจอหมอถามประโยคแรกว่าทำไมใบประวัติคนไข้มีใบเดียว ผมจึงอธิบายว่ามาจากตึกฉุกเฉินและรายเอียดต่างๆ จากนั้น หมอคนดังกล่าวได้โทรศัพท์(ภายใน)ไปหาคาดว่า น่าจะเป็นคุณหมอผู้หญิงที่รับตัวไว้วันแรกที่ตึกฉุกเฉิน โดยโทรไปต่อว่าแบบประมาณว่าไม่ไช่คนไข้ของเขาแต่มักจะโยนมาให้เขาประมาณนั้น โดยไม่ไว้หน้ากัน(ไม่อยากเขียน เพราะสงสารคุณหมอผู้หญิง)ต่อหน้าคนไข้คือตาและญาติคนไข้คือผมกับน้าสาวโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของคนไข้หรือญาติคนไข้เลย จากนั้นก็ต่อสายไปหาคล้ายๆว่าน่าจะเป็นเลขา หรือลูกน้องนี่แหละ บอกว่าให้จดชื่อ นามสกุล คุณหมอผู้หญิงไว้เพื่อจะได้เอาเข้าที่ประชุมประมาณนั้น ตลอดการโทรศัพท์ทั้ง 2 ครั้ง ผมกับตาและน้าสาวก็อยู่ตรงนั้น จากนั้นหมอก็ให้ตายกแขนแล้วสบัดไปมา แล้วก็วินิจฉัยแบบเดียวกับคุณหมอผู้หญิง โดยไม่ถามอาการของตาเลย แล้วหมอก็บอกผมว่าเดี๋ยวจะให้ไปเอ็กซ์เรย์สมอง ค่าใช้จ่าย 8,000 บาท ญาติรับไหวมั้ย ผมก็ถามว่าแล้วการเอ็กซ์เรย์สมอง ทำระบบจ่ายตรงได้หรือเปล่า หมอไม่ตอบ แล้วบอกว่าเสร็จแล้ว จากนั้นก็ไปห้องเอ็กซ์เรย์ และนัดวัน และเวลา ได้ วันที่ 2/3/2553 ก็มาเอ็กซ์เรย์ ตามนัด เสร็จจากการเอกซ์เรย์ จนท.ก็นัดให้มาเจอหมอในวันที่ 16/3/2553 ตัวผมเองไม่ว่างเพราะติดภาระกิจงานศพ จ่าเพียร ผกก.สภ.บันนังสตา ก็ให้น้องสาวไปกับน้าสาวตามวันนัดแทน หมอก็ให้ยามากินตามปกติแต่ผมไม่ได้สอบถามรายละเอียดกับน้าสาว แต่ทราบว่าหมอถามว่าจะให้หมอนัดอีกมั้ย น้าสาวบอกว่าก็แล้วแต่หมอ หมอบอกว่ถ้าอย่างนั้น ให้กินยาแล้วดูอาการอีสักอาทิตย์ แล้วก็นัดอีกทีวันที่ 23/3/2553 ซึ่งแต่ละครั้งที่หมอนัดผมหรือน้องสาวแล้วแต่ใครจะว่างต้องไปรับตาที่ จ.พัทลุง มีค่าใช้จ่ายแต่ไม่เป็นไรเพราะถือว่าทำเพื่อตา จากนั้น เมื่อ วันที่ 23/3/2553 พีชายผมอีกคนที่ช่วงนี้ว่างเพราะ รร.ปิดเทอม (คุณครู) จึงไปรับตาไปพบหมอตามนัด ครั้งนี้พี่ชายผมเจอเข้าเอง เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยเล่าพฤติกรรมของหมอคนนี้ให้พี่ชายฟัง พี่ชายบอกว่า หมอถามว่าแล้วจะให้หมอนัดอีกมั้ย พี่ชายบอกว่าก็แล้วแต่หมอ แต่ถามหมอกลับไปว่าถ้าอาการดีขึ้นจะกลับไปรับยาที่ รพ.ที่ตัวอำเภอ ได้หรือเปล่า สิ่งที่ไม่คาดคิด หมอบอกว่า "แล้วคุณมา มอ.ทำไม ผมเสียเวลากับคุณไปเท่าไหร่" พี่ชายก็ตอบว่าไม่ไช่ครับ คือถ้าตัวยาที่โน้นกับที่นี่มันเหมือนกันก็จะสะดวกในการรับยา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไอ้หมอคนนี้ตอบว่ายังไงรู้มั้ย "ผมว่าทรุด อาการทรุดแน่ หรือไม่อาจจะดีก็ได้" พูดอย่างนี่ถ้าเป็นผมวันนั้นนะ ไม่รู้ล่ะ..... ผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับการทำงานการบริการของ รพ.มอ.มีประสิทธิภาพช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากมานักต่อนัก แต่เมื่อมาเจอแบบนี้ ผมว่าหมอที่ดีๆมีเยอะแต่ทำไมผมและคุณข้างบนต้องมาเจอแล้วจะมีอีกสักกี่คนที่ต้องเจอแบบนี้ คนเป็นหมอก็เข้าใจว่าต้องเจอคนไข้มากมายต้องทนรับหลายสิ่งหลายอย่างเพราะทุกคนที่เข้าไปหาหมอทุกคนไม่ไปแบบสะบาย แต่คุณก็ต้องทนจรรยาบรรณการเป็นหมอเป็นแพทย์มันต้องมี เช่นเดียวกันผม เป็นตำรวจ อยู่ พื้นที่ 3 จชต. มันเสี่ยง ต้องแบกรับภาระหลายๆด้าน ต้องเผชิญภาวะความเครียดหลายๆอย่างแต่เราก็ต้องทน เพราะเป็นหน้าที่ ต้องปกป้องประเทศชาติ จริงๆแล้วตาของผมแก เป็นโรคอัลไซเมอร์ อายุ 90 ปี ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้แล้ว แถมอยู่กับยายที่ จ.พัทลุง อาการก็พอๆกัน พวกผมมีหน้าที่ก็ช่วยดูแลห่างๆเพราะต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ อีกอย่างคนแก่เขาก็รักบ้านไม่ยอมไมไหนง่ายๆหรอก ก็อยากฝากไว้แล้วกัน ผมเล่ายาว แต่ก็เพื่อให้ครบถ้วนทุกประเด็น หากถ้าเกิดว่าใครเคยเจอก็ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ แต่ก็นั้นแหละช่องทางต้องนี้เข้าถึงคนส่วนใหญ่ยาก ดีไม่ดี ผมอาจจะไปเขียนในสื่ออื่นๆก็ไม่แน่ เช่น ช่อง สทท.11 รายการของคุณวิชาญ ผมว่าคุณวิชาญ คงชอบ เรื่องแบบนี้ ขอบคุณมากมายที่ให้โอกาส