ประดิษฐ์ แปลว่า คิดทำขึ้น
งานประดิษฐ์ จึงหมายถึง การนำเอาวัสดุต่างๆ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อประโยชน์ใช้สอยด้านต่างๆ เช่น เป็นของเล่น ของใช้ หรือเพื่อความสวยงาม
ประเภทของงานประดิษฐ์
งานประดิษฐ์ต่างๆ สามารถเลือกทำได้ตามความต้องการและประโยชน์ใช้สอย ซึ่งอาจแบ่งประเภทของงานประดิษฐ์ตามโอกาสใช้สอยดังนี้
1. ประเภทใช้เป็นของเล่น เป็นของเล่นที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวทำให้ลูกหลานเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน เช่น งานปั้นดินเป็นสัตว์ สิ่งของ งานจักสานใบลานเป็นโมบาย งานพับกระดาษ
2. ประเภทของใช้ ทำขึ้นเพื่อเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสานกระบุง ตะกร้า การทำเครื่องใช้จากดินเผา จากผ้าและเศษวัสดุ
3. ประเภทงานตกแต่ง ใช้ตกแต่งสถานที่ บ้านเรือนให้สวยงาม เช่น งานแกะสลักไม้ การทำกรอบรูป ดอกไม้ประดิษฐ์
4. ประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในงานเทศกาลหรือประเพณีต่างๆ เช่น การทำกระทงลอย ทำพานพุ่ม มาลัย บายศรีเพื่อความสวยงาม
กรอบรูปลายใบไม้
เรื่องกรอบรูปนี่มีจดหมายขอมาครับก็เลยเพิ่มไว้ให้อีกแบบซะเลย อาจจะเป็นเพราะเป็นงานที่ทำได้ไม่ยากและสามารถออกแบบให้เป็นของตัวเองไม่เหมือนใคร จะทำไว้ใช้เองหรือขายก็ได้เป็นของตกแต่งบ้านที่ราคาไม่แพงด้วยครับ มาดูกันว่าทำกันยังไง...
กรอบรูปทำด้วยไม้ที่มีลายใบไม้อยู่รอบๆและมีลักษณะนูนขึ้นมา
ดูเป็น 3 มิติ สามารถทำได้ง่ายโดยใช้กระดาษมาทำลายฉลุและทาสี
วัสดุที่ต้องใช้
1 กรอบไม้
2 สีอคลีลิคสีเขียวเข้ม
3 กระดาษทรายละเอียด
4 กระดาษแก้ว
5 กระดาษแข็งอย่างบาง
6
เครื่องมือที่ต้องใช้
1 แปลงทาสี
2 ดินสอ
3 กรรไกร
วิธีทำ
นำสี่อคลีลิดสีเขียวมาทากรอบไม้ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วทำการแต่งสีโดยนำกระดาษทราบละเอียดขัดตามแนวยาวลงมาเบาๆ
นำกระดาษแก้วลอกลวดลายที่ต้องการแล้วลอกแบบลงบนกระดาษแข็ง หรืออาจออกแบบลายเองก็วาดลงบนกระดาษแข็งโดยตรงเลยก็ได้ จากนั้นตัดออกตามลายที่วาดไว้
นำลายฉลุที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนกรอบรูป ระบายสีลงบนแผ่นกระดาษแข็งที่ฉลุลายเรียบร้อยแล้ว ทำลักษณะเดียวกันนี้รอบๆกรอบรูป หรือ ทำตามแบบที่คุณคิดเองก็ได้
เมื่อสีแห้งแล้วใช้กระดาษทราบละเอียดขัดเบาๆอีกครั้งเพื่อให้สีดูของใบไม้ไม่กระด้าง กลมกลืนไปกับสีพื้น
ด้วยหลักการทำกรอบรูวิธีนี้คุณก็สามารถสร้างผลงานได้หลายแบบ หลายขนาดและหลายๆสีได้ตามต้องการ จะทำขายหรือใช้เองหรือจะทำเป็นของฝากให้กับใครซักคนก็ไม่ผิดกติกาครับ เรียกว่า ให้รูปแถมกรอบเก๋ๆด้วยเลย พอถึงเวลาเขาเบื่อเราอาจทิ้งแต่รูปไม่ทิ้งกรอบเพราะดูสวยดี อย่างน้อยก็เหลืออะไรไว้ให้ระลึกถึงเราเน้อ.
1.ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี
2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง
3.เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก
4.เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
5.ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%
6.ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์
7.ไปร่วมกันประหยัดน้ำมันแบบ Car Pool นัดเพื่อนร่วมงานที่มีบ้านอาศัยใกล้ๆ นั่งรถยนต์ไปทำงานด้วยกัน ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังเป็นการลดจำนวนรถติดบนถนน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมด้วย
8.จัดเส้นทางรถรับส่งพนักงาน ถ้าในหน่วยงานมีพนักงานจำนวนมากอาศัยอยู่ในเส้นทางใกล้ๆ กัน ควรมีสวัสดิการจัดหารถรับส่งพนักงานตามเส้นทางสำคัญๆ เป็น Car Pool ระดับองค์กร
9.เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ
10.มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ป้ายฉลากเขียว ประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะการจะได้ใบรับรองนั้น จะต้องมีการประเมินสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นหาวัตถุดิบ