เรื่องพระองค์เจ้ารพี เดี๋ยวครูแวะมาตอบอีกครั้งนะครับ ลองอ่านดูนะ มีหนังสือในห้องสมุด และห้องอ่านหนังสือของคณะด้วยครับ ตอนนี้ครูกำลังสนใจ เรื่องความเรื่องเกี่ยวกับกฎหมยไทยในส่วนนี้อยู่ครับ

คัดมาจากความเห็นของคุณ ส. ศิวรักษ์

"...สินธูธรรม - นิติ - นยยะ

ถ้าจะโยงไปทางปรัชญาที่ว่าด้วยความยุติธรรมแล้วไซร้ ในทาง"สินธูธรรม" ที่เราเคยยึดถือไว้ในทางการปกครองบ้านเมือง ก่อนเปิดประเทศไปรับอารยธรรมตะวันตกนั้น ท่านกำหนดให้รู้เท่าทัน "นิติ" ซึ่งเราเอามาใช้เป็นหลักของกฎหมาย จนใช้คำว่านิติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความยุติธรรม ซึ่งมีรัฐเป็นองคาพยพที่สำคัญ ทางด้านการประกอบการ แม้จะแยกระบบตุลาการออกไปจากระบบบริหารแล้วก็ตามที แต่ถ้าเราศึกษาพระมนูสาราจารย์อย่างจริงจัง เราน่าจะตราไว้ได้ว่า "นิติ"นั้นเป็นเรื่องของรูปแบบและความประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างที่ยอมรับกันในสังคม โดยที่เราต้องเข้าใจในเรื่อง "นยยะ" อย่างควบคู่กันไป "นยยะ" เป็นแนวคิดหลักเพื่อเข้าถึงตัวความยุติธรรม

ตามวิสัยทัศน์ของเรานั้น บทบาทของสถาบัน เช่น ศาลและขบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ทนายความ ฯลฯ ตลอดจนตัวบทกฎหมายต่างๆ นั้น ล้วนมีความสำคัญ แต่ทั้งหมดนี้ต้องตรวจสอบได้โดยนยยะ ซึ่งควบคู่ไปกับความเป็นไปกับสภาพที่แท้จริงในโลก ตามที่เป็นไปในขณะนั้น หาไม่เราจะถูกสถาบันและกฎเกณฑ์ต่างๆ กำหนดกดชาให้เราเข้าใจว่านั่นคือความยุติธรรม และนี่ดูจะเป็นหน้ากากที่ครอบงำสังคมไทยในบัดนี้อย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง

ในบริบทของ "นยยะ" นั้น มีข้อที่พึงสังวรไว้ว่า "ถูกดูแคลน ดีกว่าดูแคลนผู้อื่น เพราะคนที่รู้เท่าทันกับการดูแคลนย่อมนอนหลับอย่างเป็นสุข ตื่นขึ้นก็เป็นสุข และไปในที่ไหนๆ ก็เป็นสุข หากผู้ที่ดูแคลนคนอื่นนั้นย่อมถึงซึ่งความพินาศ" หรือ "ในที่ที่สตรีไม่ได้รับการเคารพนับถือ พิธีกรรมทั้งหมดย่อมไร้ผล เพราะถ้าสตรีในครอบครัวใดได้รับความทุกข์ ครอบครัวนั้นย่อมจักถึงซึ่งความพินาศภายในเวลาอันไม่ช้า แต่ครอบครัวใดที่สตรีไม่มีความทุกข์ ครอบครัวนั้นย่อมเจริญงอกงาม" (จาก The Law of Manu ซึ่ง Wendy Doniger แปล, London, Penguin 1991, Chapter 3, instructions 50 and 57)

"equity" อยู่นอกเหนือ "law" / เทียบ "equity" กับ "นยยะ"

ขอให้สังเกตไว้ว่า "นยยะ" ต่างจาก "นิติ" อย่างขาวป็นดำ เพราะสังคมของชมพูทวีปในสมัยโบราณหรือแม้จนสมัยนี้ สตรีมีบทบาทอันต่ำต้อย และการยกหูชูหางตนเองก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างเปิดเผยและกว้างขวาง

ทางขบวนการยุติธรรมของอังกฤษก็มี "equity" ซึ่งอยู่นอกเหนือ "law" จะเทียบ "equity" กับ "นยยะ" ได้บ้างกระมัง ดังทางอังกฤษถือว่า equity เทียบเท่ามโนธรรมสำนึกของประธานศาลฎีกา แต่ถ้าเราไม่ฝึกผู้พิพากษาของเรา ให้มีมโนธรรมสำนึกทางด้านความยุติธรรมแต่เริ่มต้นเสียแล้ว จะมีหิริโอตัปปะพอที่จะเข้าใจในเรื่องความยุติธรรมกระไรได้ โดยผู้ที่จะตัดสินอะไรๆ ในทางความยุติธรรมนั้น ต้องรู้เท่าทันอคติทั้งสี่อีกด้วย ว่าการตัดสินใจของเราถูกครอบงำโดยความรัก (ฉันทาคติ) ความเกลียด (โทสาคติ) ความกลัว (ภยาคติ) และความหลง (โมหาคติ) อย่างไรบ้าง และถ้าปราศจากความยุติธรรมเสียแล้ว การเมืองการปกครองจะเป็นไปในครรลองแห่งความถูกต้องดีงามกระไรได้

"นิติ" ที่ไม่มี "นยยะ" เป็นเพียงรูปแบบของประชาธิปไตยของรัฐเผด็จการ

ก็ความยุติธรรมนั้น จะมีเทวดา พระราชา หรือปุโรหิต แม้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มายื่นให้ หาได้ไม่ แม้พวกที่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์ รวมถึงคัมภีร์ของพระมนู ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์คนแรก ก็ยังแปลกันไปได้ว่า พระมนูเป็น a fascist law-giver (ดู The Idea of Justice by Amartya Sen หน้า 20)

จึงขอย้ำในที่นี้ว่า ความยุติธรรมทางสังคมนั้น ขึ้นอยู่กับการอภิปรายถึงประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างขวางโดยมหาชน คือต้องค้นหาสาระของความยุติธรรมด้วยกัน โดยไม่มีชนชั้นหรือผู้วิเศษใดๆ ที่อยู่เหนือใคร ถ้าปราศจากสาระดังกล่าว รูปแบบของประชาธิปไตยก็คือ นิติ ที่ไม่มี นยยะ ทั้งๆ ที่นักปรัชญาการเมืองร่วมสมัยอย่างแซมวล ฮันติงตั้น มักเน้นแต่ที่ นิติ หรือรูปแบบของประชาธิปไตย ดังเขากล่าวว่า "การเลือกตั้ง ที่เปิดเผย (open) อย่างเสรี (free) และไม่คดโกง (fair) คือสาระของประชาธิปไตย" เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าฮันติงตั้นมีความเป็นเผด็จการ ทางด้านขวาจัดขนาดไหน สาระแห่งความเป็นประชาธิปไตยของเขา คือสาระทางรูปแบบ หรือในทางนิตินัย

การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นสำคัญแน่ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกของมติมหาชน แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ถือว่าเป็นสาระ หากเพียงถือได้ว่านี่เป็นเพียงประเด็นหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะสำคัญสำหรับการดำเนินงานของรัฐที่เป็นประชาธิปไตย แต่การลงคะแนนเสียงจะได้ผลจริงๆ ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีก เช่นในสังคมที่มีการเลือกตั้งนั้น ผู้คนแสดงทัศนคติได้อย่างมีเสรีภาพหรือไม่ ผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องหรือไม่ และผู้คนมีสิทธิที่จะแสดงเสียงคัดค้านได้อย่างเสรีหรือไม่..."

ผมกำลังหาเพิ่มเติมเท่าที่เวลาจะเอื้ออยู่ครับ