ต้องขอบคุณมากๆเลยที่ให้ความสนใจครับ ทำลิงค์มาที่ Blog ของผมและผมเองก็พยายามเขียนBlog เรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาสมอง ไปเรื่อยๆนะครับ เพราะสนใจอยู่แล้ว เดือนหน้า ก็จะมีอบรมเกี่ยวกับการ “เล่านิทาน” ให้แก่เด็ก สำหรับพ่อแม่อาสา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย งานนี้น่าสนใจมากครับ เพราะว่า "นิทานทำให้ลูก ฉลาดจริงๆ" ลองเอาข้อความที่น่าสนใจมาฝากให้คุณโอ๋และท่านอื่นๆได้อ่านและ ลปรร.กันครับ

        คุณธีรวงศ์ ธนิษฐ์เวธน์ เลขาธิการสมาคมไทสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า สมาคมไทสร้างสรรค์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัยในชนบทด้วยการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ระหว่างปี 2546-2549 ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พื้นที่ อำเภอภูเวียง อ.หนองเรือ และกิ่งอำเภอหนองนาคำ จ.ขอนแก่น และทำการประเมินประสิทธิผลการดำเนินงาน 2 ปีแรก พบว่า ครูพี่เลี้ยง 77.9% มีความรู้เกี่ยวกับการเล่านิทานอ่านหนังสือและหนังสือภาพในระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่านิทานให้เด็กฟังทุกวัน โดยใช้หนังสือนิทาน 66.3% เล่าปากเปล่า 41.1% เล่านิทานประกอบสื่อ 37.9% ส่วนผู้ปกครองเห็นว่า บุตรหลานช่างสังเกตมากขึ้น กล้าพูดกล้าถาม พูดภาษาไทยหรือภาษากลางได้ชัดขึ้น เด็กเชื่อฟังมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ส่วนพัฒนาการของเด็ก พบว่า เด็กกลุ่มอายุ 3-6 ขวบ มีการพัฒนาระดับสูง ทางสติปัญญา เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.56% เด็กกลุ่มอายุ 1-3 ขวบ มีพัฒนาการทางสติปัญญาเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 11.0%

          รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลังกิจกรรมการอ่านนิทานให้เด็กฟังดังกล่าว พบว่า ไอคิวของเด็กเพิ่มขึ้น 10 กว่าจุด หรือขึ้นมาอยู่ในระดับปกติคือ 90-100 จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการขยายโครงการนี้ไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะ อบต.จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการจัดการศึกษาให้กับเด็ก ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปแย่งชิงโรงเรียนกับใคร ศธ.ควรซื้อหนังสือดีที่ผ่านการคัดสรรจาก สสส.เข้าห้องสมุดเด็กเล็ก และจัดกิจกรรมการเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟัง ส่วนระดับประถมศึกษาก็ควรจัดกิจกรรมการอ่าน เพื่อสมองของเด็กจะได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง.