ครับอาจารย์มองต่างมุม /กันสนุกดี
นอกรอบ/คืออย่างนี้ครับผมสมัครเรียนป.เอก ภาควิชาการจัดการความรู้ ที่มช.ผลงานการคุยเป็นดัชนีงานที่วัดผลอย่างหนึ่ง ดังนั้นการคุยกันเพียงเพื่อแตกฉานความคิดความเข้าใจ/ใครจะเห็นด้วยเห็นต่างเห็นตรง ไม่สำคัญ(แล้วแต่อัธยาศัยผู้อ่านจะหยิบ/ไม่หยิบฉวยไปเอง ) และเป็นกิจกรรมประกอบการเรียน ไม่ใช่เจตนาอื่นนะครับ
ในรอบ/ คำว่าจิตเที่ยงแท้ไม่ได้แปลว่าไม่สูญหายไปไหน? อย่างมวลสารไม่หายจากโลกนะครับ ท่านไม่ได้หมายความอย่างนั้น(? ) ถ้าความหมายนั้น จะกล่าวถึงรูป,เจตสิกไม่ใช่จิต ไม่ใช่นิพพาน
คำว่าจิตเที่ยงแท้ คือมันมีหน้าที่เสพอารมณ์ เสมอ มีหน้าที่เสพนาม คือเปลี่ยนจากรูปเป็นนามเสมอและนี่คือคำอธิบายว่าทำไมต้นไม้ไม่มีจิต ซากศพไม่มีจิต
และนี่เป็นการบ้านที่พระพุทธเจ้าสอนว่า เวลาจิตเสพรูป เปลี่ยนเป็นเสพนาม จำต้องปล่อยวางด้วยกำลังสติ ไม่ให้มีสังขารจับเวทนาไปเพลิน/เมา/เฉือยชา/ฟุ้งซ่าน/พยาบาทกับการเสพนามนั้นยกตัวอย่าง
ทำไมท่านให้พิจารณานิวรณ์ ๕ เพราะเป็นตัวอย่างของการทำงานของจิตที่เสพรูป เปลี่ยนสภาวะเกิดดับกลายเป็นเสพนาม ขั้นตอนของอัตตาจะแฝงอยู่ตอนนี้ผ่านคุณครูทั้ง๕คือนิวรณ์ ดังนั้นท่านจึงสอนให้ละนิวรณเสียจะได้เห็นการทำงานของจิตและรู้เท่าทันจิตด้วยกำลังสัมมาสติได้ ครับและลดอัตตาลงได้ตามกำลังของสติ+ปัญญา
ฮา(เอิก ) ปรัชญาบางครั้งก็สนุก บางครั้งคนจะมองเราบ้านะครับ ถ้าคุยเรื่องแบบนี้