จ๋าเราเข้ามาเขียน comment ให้ช้าหน่อยนะขอโทษด้วย
ความเห็นของเราต่อบทความนี้ เราเห็นด้วยว่าการกินปลาถือเป็นการดูแลสุขภาพได้อย่างหนึ่งค่ะ แต่อย่างที่จ๋าได้เขียนบทความเรื่อง Balancing Your Life นั้นเราจึงคิดว่า ร่างการยคนเราต้องการพลังงานและสารอาหารหลายๆ อย่าง ซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ชนิดอาหารนั้นๆ กับความต้องการตามธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน ซึ่งเราคิดว่าแต่ละคนอาจมีลักษณะธาตุของร่างกายแตกต่างกัน (อันนี้เรายังสงสัยอยู่น่ะ เป็นข้อสันนิษฐานที่ยังไม่ได้รับคำตอบ และเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านแพทย์ต้องขอออกตัวว่าเป็นความคิดที่มาจากการสังเกตุ) แต่เราก็ขมวดกับความรู้จากการเรียนด้านวิทยาศาตร์และทำงานด้านวิจัยมาบ้างแล้ว ว่ากรณีใดๆ อาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนได้ เช่น คนที่แพ้ปลา (จะมีไหมเนี้ย คนที่แพ้อาหารทะเลไง เขาอาจจะแพ้ปลาทะเลด้วย) ถ้าเขากิน Omega-3 ในรูปแบบแคปซูลเขาจะเป็นไรหรือเปล่า
ดังนั้นการรับประทานอาหารควรจะมีการบริโภคแบบหลากหลาย และควรเน้นรับประทานอาหารในกลุ่มที่มีเยื่อใย (fiber) สูงในปริมาณสัก 50: 50 (เนื้อสัตว์, แป้ง) ประเภทผักคึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่งเหมือนที่เขาโฆษณานั้นแหละ เพราะว่าอะไรรู้ไหม เพราะว่าคนเรามีลำไส้ที่ยาวมาก จากการที่เราได้เรียนวิชามีนวิยา (เกี่ยวกับปลาน่ะ) เขามีการเรียนสังเกตุปลาชนิดต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เราสังเกตุเห็ฯได้ว่า ปลาที่กินพืช ปลากินสัตว์ และปลากินพืชและสัตว์ มีลักษณะของระบบย่อยอาหารต่างกัน ตั้งแต่ฟัน เหงือก ลำไส้ โดยพบว่าปลาที่กินสัตว์จะมีลำไส้สั้นมาก ส่วนปลาที่กินพืชมีลำไส้ยาวมาก (แต่จำไม่ได้ว่ายาวมากกว่ากี่เท่า เพราะปลาที่เราใช้เรียนมันขนาดต่างกัน เลยเทียบไม่ได้) ดังนั้นเราจึงคิดว่ามนุษย์เรามีลำไส้ที่ยาว ดังนั้นร่างกายของเราต้องการพืช ผัก หรือเส้นใยอาหารไว้สำหรับประวิงเวลาในการให้ลำไส้ได้ดูดซึมสารอาหารที่เรากินไปนั้นเอง และการที่เรากินอาหารหลากหลายทำให้เราได้รับสารอาหารครบถ้วนหรือค่อนข้างครบถ้วน (กินซ้ำๆ นานๆ อาจเกิดอาการขาดสารอาหาร) จะทำให้การดูดซึมการระบบเมตตาบอลึซึมของร่างกายสามารถดำเนินไปตามกระบวนการตามธรรมชาติได้นั้นเอง Omega-3 ก็เป็นสารตัวหนึ่งที่มีบทบาทความสำคัญต่อกระบวนการเมตตาบอลึซึม (ตามที่จ๋าเล่าข้างบนนั่นแหละ)
ส่วนลักษณะการเล่าเราว่ายังดูเป็นทางวิชาการมากๆ เลย เราคิดว่าหากจ๋าจะลองดึงความรู้ที่ได้จากการอ่านบทความต่างๆ แล้วมาขมวดเข้ากับความรู้ของจ๋า (ทางด้านเคมี) ซึ่งจะอธิบายความสำคัญของสารนี้ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในรูปแบบที่อ่านง่ายมากขึ้นได้น่ะ เราคิดว่านอกจากคนอ่าน (ที่มีความรู้ทั่วไปๆ) อ่านและเข้าใจง่ายแล้ว จ๋าเองก็สามารถได้พัฒนาทักษะในการวิเคราะห์และการนำข้อมูลนั้นๆ มาใช้ประโยชน์ได้ด้วย