เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
การวิจัยในระดับท้องถิ่นมันเหมือนกับการสร้างฐานคนหมู่มากในสังคมให้มั่นคง ระบบทรัพยากรที่มันเสื่อมโทรมลงจน หากไม่แก้ไขบ้านเมืองจะวิกฤต เพราะระบบเหล่านี้เชื่อมกับสังคมเมืองในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่น การไหลของข่าวสาร วัตถุสิ่งของ อาหารต่างๆและ เงินตราต่างๆ ตลอดจนวัฒนธรรมในการแลกเปลี่ยนที่ดีงาม หากชุมชนไม่เข้มแข็งและอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ความเข้มแข็งเหล่านี้จะหดหายไป เป็นที่กังวลกันว่าอนาคต 10-20 ปีนี้จะอยู่ยังไง หากสภาวะธรรมชาติแปรปรวนเช่นนี้และเรายังนั่งเสวยสุขกันอยู่กับความมืดมนของอนาคตลูกหลานและสังคม กระผมจะทำตามกำลังที่กระผมทำได้
กระผมคิดว่าคนที่ทำงานวิจัยเชิงท้องถิ่นต้องมีความหลากหลายเชิงความรู้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ต้องมีฐานทางวิชาการที่ดี เพื่อที่จะเชื่อมโยงระบบความคิดได้อย่างหลากหลายศาสตร์ เพื่อจัดการแหล่งทรัพยากรต่างๆ ดิน น้ำ ป่าไม้ ทรัพยากรจุลินทรีย์ต่างๆ และทรัพยากรที่เป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยและสัตว์ใหญ่ ความหลากหลายของพันธุ์พืช ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในด้านต่างๆ ซึ่งมีทั้งคุณค่าต่อระบบนิเวศน์และต่อมนุษย์ และรู้วิธีเข้ากับผู้คน
กระผมมองว่าโครงสร้างทรัพยากรต้องเข้มแข็ง และมีระบบการจัดการด้วยความรู้ และปัญญา ที่ถูกต้องเหมาะสม กระผมเห็นการสูญเสียของทรัพยากรแล้วอดใจหายไม่ได้ เราก็กำลังนั่งเสวยสุขกับความเสื่อมโทรมโดยไม่คิดจะทำให้มันสมดุล การสุดโต่งไปทางสูบทรัพยากรมากๆเป็นห่วงว่า สักวันสิ่งที่เราเคยมั่งคั่งกำลัง จะหายไปด้วยการบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา ติดกับความเคยชินจนไม่เห็นคุณค่าและมักง่าย
กระผมเห็นคุณค่านี้เพราะครอบครัว กระผมเคยอยู่ในภาวะขาดแคลน ไม่มีข้าวจะกินนานพอสมควร เรียกได้ว่าจนมากๆ บางครั้งตอนเดินกลับจากที่นา (ที่นาดอนที่แห้งแล้ง) หลวงตาให้ข้าวสารจากวัด ก็เอามาต้มใส่เกลือกิน เพื่อให้มีรสไม่จืดจางและอร่อยขึ้นบ้าง และมีระบบเครือญาติช่วยประคับประคองไว้บ้าง ตอนรับทุน คปก.ให้ไปเมืองนอก กระผมก็ไปเรียนแบบหัวใจอยู่กับความจนของบ้านและหาทางประคับประคองสุดชีวิต กระผมคิดถึงแต่พ่อแม่ท่านจะกินอยู่อย่างไร น้องสาวจะเอาเงินที่ไหนเรียน และเจ้าหนี้ พ่อค้าคนกลางจะให้ใช้หนี้อย่างไร ท้ายสุดแล้ว กระผมต้องขายที่นาไป 1 ผืน จากนั้นก็ขายวัว ควาย จนหมดและเหลือที่นาดอน เป็นที่สุดท้าย แหล่งทดสอบปัญญาว่าปริญญาเอกที่เรียนว่าจะทำได้แค่ไหน ซึ่งเป็นนาเกือบ 20 ไร่รวมที่ติดทางรถไฟ บางปีได้ข้าว ไม่ถึงครึ่งถุงปุ๋ย (ทั้งที่มีน้อยมากๆแต่ปีนั้น แม่กระผมก็ขาย พอแก้ขัดค่าไฟฟ้าไปก่อน ซึ่งขายได้ 98 บาท)
ชีวิตกระผมก็ค่อยฟื้นตัวที่ละเล็กละน้อย หลังจากจบ แต่หลังจากจบ ปริญญาเอกมา แต่ชีวิตนั้นก็ลุ่มดอนๆอยู่ ตอนปีแรกกระผมไปทำปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ความรู้เรียนปริญญาเอกมา จากนั้นบวกกับความรู้ประสบการณ์ที่พบเห็นมา พลิกฟื้นไร่นาไปด้วย ซึ่งในระหว่างตอนเรียนปริญญาเอกกระผมก็เดินทางกลับบ้าน ลงไปทำการปรับที่ดินและปลูกพืชช่วยทางบ้าน พอจบมาก็สานต่อการทำสวนเกษตรและทำปุ๋ยทดสอบในไร่นาพบว่าได้ผล พอสมควร และกระผมเป็นคนแบกปุ๋ยและทำปุ๋ยเองใส่รถอีแต๋นที่จ้างเขามา ขายให้ชาวบ้านที่อยากได้ เพราะเงินไม่ค่อยมี จนเป็นที่เล่าขานว่า “ดอกเตอร์หมดทางไป”สวนที่นาดอน ก็ถูกท้าทายด้านปัญญาและความอึดในเรื่องการจัดการดิน การจัดการน้ำ การจัดการทรัพยากร จนปีนี้กระผมเริ่มเห็นทางออกชีวิตแล้ว
กระผมนั่งสรุปบทเรียนชีวิต ที่ผ่านมากระผมผ่านมาได้ กระผมขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่สอนกระผมมา ไม่ว่าจะสอนอย่างไรสุข ทุกข์ เบื่อหน่าย หรือเกิดอะไรขึ้นในใจ กระผมมองว่าสิ่งนั้นคือการเรียนรู้เพื่อสรุปบทเรียนชีวิตกระผม กล่าวขอบคุณท่านอาจารย์ที่สอนในระดับปริญญาเอกด้วยความเคารพคือ ท่านอาจารย์วิริยะ อาจารย์ที่ปรึกษาทุน คปก. อาจารย์ริชาร์ด เบลล์ จากออสเตรเลีย และพิเศษสุดท่านอาจารย์ แสวง รวยสูงเนิน ที่เป็นการจุดประกายการเรียนรู้ด้วยความศรัทธา และกระผมขอบคุณชาวบ้าน เกษตรกรและปราชญ์ทุกท่านที่กระผมได้พบ ได้เห็น ได้เชื่อมต่อความคิด ทุกๆท่านคือครูของกระผม กระผมได้เรียนรู้จากท่าน เป็นการเรียนรู้ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์กระผม ไปอย่างสิ้นเชิงจากที่เคยรับรู้มา
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต (ฉบับแก้ไข)