นมัสการครับ
ขอช่วยเสริมในเรื่องที่ท่านใช้คำเรียกว่าท่านทูตครับซึ่งได้อธิบายให้ทราบแล้ว ตำแหน่งของผมคืออัครราชทูต ส่วนเอกอัครราชทูต(คนปัจจุบัน)คือออท.กฤต ไกรจิตติ อย่างไรก็ดี ท่านอจ.(และหลายๆ คน) ก็ยังคงเรียกผมโดยใช้คำว่าท่านทูต ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเป็นการให้เกียรติ ในความหมายว่าเป็นนัการทูตและบางครั้งก็ถือว่าเป็นกันเอง จึงขอเสริมเพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปได้เข้าใจประเด็นนี้นะครับ :)
อีกเรื่องหนึ่ง ในภาพ ภรรยาของผมใส่เสื้อสีน้ำเงินครับ ส่วนเสื้อสีกากีคือภรรยานักการทูตประจำอียูที่เดลี และเสื้อสีแดงคือภรรยาผู้ช่วยทูตทหารเรือครับ
ต้องเรียนว่าการพบกันของสมาฃิก G2K เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับเพราะการเขียนในบล๊อค ทำให้สื่อกันในเรื่องที่นำเสนอ เป็นเสมือนกัลยาณมิตรกัน แม้จะอยู่ที่ใดในโลกก็เสมือนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เมื่อมีโอกาสจึงอยากจะพบกัน เช่นผมกับท่านอจ.หรรษา ซึ่งถือว่าเป็น KM และธรรมะจัดสรร
ผมพบว่าท่านเป็นพระนักวิชาการจริงๆ มีพลังที่จะทำงานเพื่อพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ และผมดีใจที่ท่านได้ไปอินเดีย ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของอินเดีย ซึ่งจะทำให้การพิจารณาแนวทางการดำเนินการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียชัดเจนยิ่งขึ้น
งานฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียเป็นงานใหญ่มากครับ ปัญหาพื้นฐานมีมาก ถ้าเปรียบเสมือนการทำธุรกิจ เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดีครับ จึงต้องลงทุนมากหน่อย ที่สำคัญคือการขาดผู้นำครับ
การเป็นพุทธไม่ยาก ปีหนึ่งมีการเปลี่ยนจากฮินดูมาเป็นพุทธหลายแสนคน แต่การจะเป็นพุทธด้วยจิตใจและความรู้พื้นฐานวิถีพุทธยังไม่เกิดขึ้นครับ
ขาดผู้นำในการเป็นพุทธนั้นชัดเจนครับ วิธีการดังที่ท่านอจ.บอกนั้นถือว่าถูกต้องแล้วครับคือการให้ทุนคนอินเดีย(ทั้งพระและฆราวาส)ไปเรียนพุทธศาสนาที่ประเทศไทยแล้วกลับมาพัฒนาในอินเดียต่อไป
งานนี้ต้องพึ่งพระสงฆ์ไทยเป็นผุ้นำครับ ซึ่งพระธรรมทูตสายอินเดียถือว่าได้ทำงานได้ดีมากแล้วครับ แต่ยังขาดบุคคลากร
ในส่วนของรัฐ ต้องสนับสนุนงานของพระธรรมทูตครับ รวมทั้งสถาบันอย่าง มจร.นี่ละครับ ช่วยกันสร้างพระที่เป้นคนอินเดียเพื่อกลับไปเป็นกำลังสำคัญในการนำพุทธศาสนากลับไปอินเดียอีกครั้งหนึ่งครับ
ขอบพระคุณกับบันทึกนี้ครับ
หากได้กลับไปเมืองไทยจะแวะไปเยี่ยม มจร.ที่วังน้อยครับ