ประเด็นที่สองสืบเนื่องจากเรื่องของเชื้อโรคและความสะอาด

ทำไมเมื่อเราอ่านความคิดเห็นแล้วรู้สึกว่า (ซึ่งอาจจะผิด) บุคลากรทางสาธารณสุขในเกือบทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร มักมองว่าการกระทำของตนเองนั้นสะอาด แล้วสิ่งที่ "ชาวบ้าน" หรือคนไข้ทำนั้น "สกปรก"

เรื่องนี้ก็น่าจะสืบเนื่องมาจาก "ความด้อยการศึกษา" ของคนไข้ ทั้งที่ไม่สามารถมีกล้องจุลทรรศน์ระดับอิเลคตรอนไปมองเชื้อโรคในบ้านได้ และก็ไม่มีความรู้ มีปัญญาที่จะสามารถรักษาแผลของตนเองอย่างถูกวิธีได้

ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุข จึงมักสร้างโครงการต่าง ๆ ที่จะเผยแพร่ความรู้นั่น ความรู้นี่ไปยังคนที่ด้อยการศึกษาในชุมชนต่าง ๆ ว่าอันนั้นก็สกปรก อันนี้ก็มีเชื้อโรค อันนั้นก็ผิด อันโน้นก็ไม่ดี ห้ามทำ ผิด ผิด ผิด

ก็จะขอเล่าย้อนครั้งหนึ่งให้ฟังว่า

เราเองเคยเป็นแผลที่หนักกว่านี้ครั้งหนึ่งที่บริเวณฝ่าเท้าด้านขวา (ครั้งนี้เป็นฝ่าเท้าด้านซ้าย) ครั้งนั้นไปเดินธุดงค์ที่เขาใหญ่ แล้วพลาดไปเหยียบไม้ไผ่ที่เขาตัดไว้เป็นปากฉลาม ซึ่งไม้ไผ่นั้นแทงทะลุรองเท้าแล้วทิ่มเข้ามาในฝ่าเท้าประมาณ 1 เซนติเมตร

ซึ่งบาดแผลครั้งนั้นจะแตกต่างกับแผลครั้งนี้นิดหน่อย ซึ่งแผลครั้งนี้กว้าง 1.5 และ ลึก 0.5 เซนติเมตร และเปิดแผลเปิด คือ เนื้อตรงปากแผลถูกตัดออกไปหมด แต่แผลครั้งนั้นเป็นลัษณะแผลที่ถูกไม้กลม ๆ เซนผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม. ทิ่มเข้าไปลึกประมาณ 1 ซ.ม. ที่สำคัญเป็นแผลปิดและอยู่ในป่าลึก คงจะไม่มีกล้องจุลทรรศน์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สะอาดมารักษาแผลเหมือนกับครั้งนี้

ตอนนั้นเราทำได้แค่เพียงให้เพื่อนบีบเลือดที่ไหลออกให้หมด อ้อ เล่าข้ามไปนิดหนึ่ง พอโดนไม้เสียบเข้าไปปุ๊บ เราก็ยังไม่สามารถทำแผลได้ทันที เพราะขณะนั้นทุก ๆ คนต่างรีบเร่งในการเดินเพื่อหาแหล่งน้ำ ซึ่งเราก็ไม่สามารถหยุดเดินได้ ก็ต้องเดินไปอย่างนั้นคือมีเลือดชุ่มรองเท้า (รองเท้าแตะ) เดินไป เดินไปจากเลือดที่ชุ่มจนกลายเป็นแห้งติดรองเท้าไป

ตอนนั้นก็น่าจะประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าที่จะได้ไปทำแผล ซึ่งตอนนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากพลาสเตอร์ยาแล้วก็น้ำในลำธารข้าง ๆ ที่จะเอามาล้างแผล

และทุก ๆ วันเราก็ต้องเดินอยู่อย่างนั้น มีแค่พลาสเตอร์ธรรมดาแปะไว้แล้วก็เดินไป เดินไป ตอนเย็นก็ต้องลงไปอาบน้ำในลำธาร คงจะไม่สามารถนั่งยกขาสูงแบบครั้งนี้ได้ พออาบน้ำเสร็จก็ต้องมานั่ง "แคะ" เศษดินที่ติดอยู่ข้างในแผล โดยดึงเนื้อที่ปิดปากแผลออกมาแล้วใช้ไม้ที่หาได้แถว ๆ เขี่ยเศษดินออก

เศษดินนี้สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า คงจะเป็นเชื้อโรคตัวเอ้เลยหละ เห็นได้โดยไม่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ระดับอิเลคตรอน

เราต้องเดินกระเพลก ๆ อยู่อย่างนั้นอีก 5 วันจึงจะได้ออกมาข้างนอก พอออกมาแล้วก็รักษาแผลไปอย่างนั้น ที่นั่นก็ไม่มีอุปกรณ์อลังการณ์เหมือนครั้งนี้ ที่ใครต่อใครก็ซื้อมาให้เยอะแยะ ทั้งผ้าก๊อก ทั้งสำลี ทั้งน้ำเกลือ แต่แผลก็หายดี (ไม่มีแผลเป็นอีกต่างหาก)

ครั้งนี้เราถูกหมอสั่งให้ "สำออย" มาก คือ ห้ามเดินนะ เวลานั่งหรือนอนต้องยกขาสูง ๆ ห้ามโดนน้ำ ห้ามแกะผ้าพันออก เวลาอาบน้ำต้องเอาถุงพลาสติกสวมไว้ และมีคุณหมออีกท่านหนึ่งโทรมาเช็คอาการเป็นระยะ ๆ นี่ยังไม่รวมถึงมีเพื่อนคอยประคบประหงมทำแผลให้อยู่เป็นเนืองนิจ...

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ขอเลือกทำตามแบบของเรา ที่เราเคยเอาชีวิตรอด รวมถึงเอา "ขา" รอดออกมาจากป่าได้ โดยไม่ต้องมามัววิตกกังวล วิตกจริตอะไรมากมายกับความรู้ทางการแพทย์อะไรต่ออะไรที่อะไร อะไร ก็ทำไม่ได้...