เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 กุมภาพันธ์ 2553) ผมได้มีโอกาสเข้ารับการผ่าตัดเล็กเพื่อที่จะนำชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ที่ผ่าเท้าหรือที่คนโดยทั่วไปรู้จักกันว่า "ตาปลา" ออก

"ตาปลา" จุดนี้เกิดขึ้นที่ฝ่าเท้าข้างซ้ายซึ่งเกิดมาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว โดยในหนึ่งเดือนแรกผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรแค่รู้สึกว่ารำคาญนิด ๆ เพราะเวลาเดินถ้าไปเดินมันก็จะเจ็บนิดหน่อย

ตอนนั้นเองผมยังไม่รู้จักโรค "ตาปลา" นึกว่าเป็นแผนแล้วมีหนองอยู่ข้างใน ก็เลยพยายามใช้เข็มซึ่งทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ทิ่มลงไปเพื่อให้หนองนั้นออกมา แต่ก็ไม่มี ตอนนั้นเองก็ปล่อยไว้อย่างนั้น ไม่ได้ไปสนใจอะไรมาก จนกระทั่งอีก 1 เดือนต่อมา (ผ่านไปประมาณ 2 เดือน) ตาปลาก็เริ่มใหญ่ขึ้นและมีโอกาสปวดมากขึ้น ตอนนั้นเองก็ได้ปรึกษากับทั้งคุณหมอแผนปัจจุบัน หมอฝังเข็ม และเภสัชกร ก็ได้ทดลองการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่

1. การรักษาโดยใช้การฝังเข็มและกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ตอนนั้นมีคุณหมอซึ่งเป็นชาวต่างประเทศมาฝังเข็มให้ 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะมีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปในบริเวณที่เป็นตาปลานั้น เพื่อฝังเสร็จแล้ว คุณหมอแนะนำให้ใช้ "น้ำมันมะพร้าว" ทาเป็นประจำ แต่อาการก็ยังไม่หายขาด

2. ในช่วงขณะนั้นเองก็ได้เริ่มใช้กรด Salicylic หยอดบริเวณตาปลานั้นและค่อย ๆ ตัดตาปลาซึ่งเป็นเนื้อแข็ง ๆ ออกเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่อาการปวดก็เริ่มมีมากขึ้น เพราะสังเกตุได้ว่าเริ่มมีอาการอักเสบด้านในของชั้นเนื้อ

และเมื่อวันพุธที่ผ่านมาจึงได้ตัดสินใจเข้าทำการผ่าตัดเล็ก โดยใช้เวลาผ่าด้วยไฟฟ้าประมาณ 15 นาที และคุณหมอก็ให้กลับมาพักรักษาตัว


 

จากการเข้ารับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันครั้งนี้ ผมเองจึงได้เรียนรู้และมีข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับการรักษาทางการแพทย์ ดังนี้

การปิดแผลไว้เป็นเวลา 7 วัน

ในวันผ่าตัด เมื่อทำการตัดชิ้นเนื้อนั้นออกไปแล้ว คุณหมอได้นำ "ก้อนฟองน้ำ ขนาดประมาณ 5x5 ซ.ม. (ไม่ทราบศัพท์ทางการแพทย์) มาปิดบริเวณแผล จากนั้นจึงได้นำ "พลาสเตอร์กันน้ำ" มาซีลปิดไว้อย่างมิดชิด และผ้าทับด้วยผ้าก๊อต โดยแนะนำว่าให้ปิดไว้อย่างนี้ 7 วัน

ตอนนั้นในความคิดของผมเอง (ฐานะคนไข้) ก็เชื่อว่าฟองน้ำก้อนนั้น (ไม่เห็นในขณะปิดแผล) น่าจะเป็นฟองน้ำมหัศจรรย์ หรือคงจะเป็นอุปกรณ์การรักษาแผลสดที่ก้าวหน้ามาก ๆ ที่สามารถปิดไว้ 7 วัน โดยเมื่อเปิดปุ๊บ แผลก็จะหายปั๊บ (จินตนาการของผมในฐานคนไข้เป็นอย่างนี้)

ตอนแรกเองผมก็จะว่าจะทำอย่างนั้น แต่เมื่อถึงตอนเย็น ผมก็เริ่มสงสัยนิดหน่อย เพราะเห็นว่ามีเลือดซึม ๆ มาติดที่ผ้าก๊อตชั้นนอก ก็เลยสอบถามไปยังหมออีกท่านหนึ่ง ท่านก็บอกว่า เลือดไม่มีตั้งแต่การผ่าแล้ว เพราะครั้งนี้ใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้มีดผ่า ดังนั้นจึงไม่น่าจะใช่เลือดที่ออกมา "ไม่ต้องไปแกะผ้าออกมาดู"

ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรมาก แต่ก็คิดอยู่นิด ๆ ว่า เอ่... ถ้าเป็นเลือดจริงแล้วปล่อยให้มันหมักอยู่ในพลาสเตอร์นั้น มันจะดีหรือไม่หนอ...?

แต่ก็ไม่เป็นไร... เพราะในบ่ายวันที่ 2 ช่วงบ่าย ๆ หลังจากการนอนพักกลางวัน (หมอสั่งไม่ให้เดินมาก) ผมก็เริ่มรู้สึกว่าแผลโล่ง ๆ ผิดปกติ จึงได้สำรวจแผลดูปรากฎว่า ฟองน้ำและพลาสเตอร์กันน้ำนั้นหลุดออก จึงได้มีโอกาสเห็นแผลของตัวเองครั้งแรก มีสภาพเป็นอย่างนี้

ตอนนั้นผมก็ได้เห็นว่ามีเลือดชุ่มอยู่ในฟองน้ำจนกระทั่งทะลักออกมาบริเวณร่องของพลาสเตอร์กันน้ำและมาเปื้นออยู่บริเวณผ้าก๊อซ แต่ตอนนั้นผมก็ต้องตัดสินใจว่า ผมจะปิดฟองน้ำมหัศจรรย์นี้เข้าไปที่แผลเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะมันมีมีเลือดชุ่มอยู่พอสมควร

อย่ากระนั้นเลย ผมว่า (ตามภาษาคนโง่) การฟองน้ำที่ชุ่มเลือดไปปิดแผลอย่างนั้นก็คงไม่ดี จึงขออนุญาตทิ้งฟองน้ำมหัศจรรย์นั้นไปไกล ๆ เพราะว่าถ้าปล่อยไว้ใกล้ๆ อีกไม่นานคงเหม็นฟุ้ง

หลังจากนั้น ผมก็ได้ทำความสะอาดรอบ ๆ แผลโดยใช้แอลกอฮอล์ แล้วจึงใช้พลาสเตอร์กันน้ำแบบที่มีขายตามท้องตลาด (อาจจะไม่มหัศจรรย์) ปิดทับไปเพื่อไม่ให้แผลสัมผัสกับอากาศและป้องกันการโดนน้ำ (ตามคำแนะนำของแพทย์ในวันผ่าตัด) แล้วพันทับด้วยผ้าก๊อซ

ในวันรุ่งขึ้น... ผมก็ต้องตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่า เราจะแก้พลาสเตอร์ออกมาทำแผลดีไหม เพราะหมอบอกว่าห้ามโดนอากาศ แต่โดยสำมัญสำนึก (common sens) นั้นบอกว่าเปลี่ยนพลาสเตอร์เถอะ ผมก็เลยขออนุญาตขัดคำสั่งแพทย์โดยการแกะออกมาดูและให้เพื่อนช่วยทำแผลให้

สิ่งที่ผมเห็นและได้กลิ่นก็คือ มีน้ำเหลืองไหลออกมาและมีกลิ่นเหม็นพอสมควร (ถึงขนาดเพื่อนผมต้องใช้ผ้าปิดจมูกขณะทำแผล) ตอนนั้นจึงทำความสะอาดน้ำเหลืองบริเวณแผล ใส่ "เบตาดีน (ยารักษาแผลสด) และเปลี่ยนผ้าก๊อตใหม่  ซึ่งเป็นอันว่าผมคงจะต้องทำความสะอาดแผลทุกวัน

หลังจากนั้น มีผู้ปรารถนาดีได้จัดหาอุปกรณ์ในการทำความสะอาดแผลทั้งแผลก๊อต สำลีพันก้านไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "น้ำเกลือ" สำหรับล้างแผลมาให้ แต่ผมเองก็ตั้งตัดสินใจอีกว่าจะใช้ได้หรือเปล่า เพราะหมอสั่งว่า "ห้ามโดนน้ำ"

แต่ตอนนั้นคงจะไม่โดนไม่ได้ เพราะคราบน้ำเหลืองก็เกรอะกรัง จะให้ผมเอาแอลกอฮอล์ไปเช็ดแผลโดยตรงก็ไม่ใช่ที่ ก็เลยค่อย ๆ ใช้สำลีที่พันก้านไม้ (เหมือนกับที่ใช้ในโรงพยาบาล) ค่อย ๆ ชุบน้ำเกลือแล้วเช็ดคราบเลือดและคราบน้ำหนองออก เช็ดแล้วดูแผลนั้น "เอี่ยม" ขึ้นเยอะ

แต่ปัญหาก็เกิดอีก เมื่อหมอรู้ว่าผมรักษาแผลแบบนั้น ก็จึงได้เชิญตัวผมไป "บ่น" ที่คลินิค (ตอนผ่า ผ่าที่โรงพยาบาล แต่คุณหมอท่านมีคลินิคด้วย)

เพราะหลังจากที่เดินทางไปถึงก็ถูกซักถามพร้อม "บ่น" เป็นชุดใหญ่ ตั้งแต่เรื่องการเดินมาก การยกเท้า ทำไมถึงแกะพลาสเตอร์ที่ซีลไว้ออก ทั้ง ๆ ที่พันไว้แน่นขนาดนั้น พอบ่นเสร็จแล้วก็ถามผมว่าเปลี่ยนผ้าก๊อตแล้วใช่ไหม ผมก็ตอบว่า "ครับ" งั้นก็พันไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แต่จะทำแผลให้มาที่โรงพยาบาลวันจันทร์ (ตอนผมไปคลีนิคคือเย็นวันศุกร์) โดยบอกให้ผมกลับบ้านได้โดยไม่ต้องดูแผลผมเลย

ผมคงพลาดวิทยาการทางการแพทย์ไปมากมายทีเดียว เพราะหมอในปัจจุบัน สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยไม่ต้องเห็นแผล คือ ไม่ต้องแกะผ้าก๊อซที่ผมพันไปออกดูเลย (สงสัยหมอคงจะได้ "ญาณ" ทัศนะอันวิเศษ) แต่คนที่พาผมไปก็ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า หมอเขาทำงานคนเดียว ไม่มีพยาบาล ท่าทางจะขี้เกียจพันแผล!!!

ระหว่างเดินทางกลับ ก็เลยคุยกันว่าวันจันทร์ (21 กุมภาพันธ์ 2553) จะต้องไปโรงพยาบาลแล้วให้หมอทำแผลอีกหรือไม่ ผมเองก็ตอบแบบเลี่ยงไปนิด ๆ ว่า ขอดูแผลก่อนนะ ถ้าดีขึ้นก็ไม่ต้องไป หรือถ้ามันแย่ลงก็ค่อยไป

ที่ผมเลี่ยงแบบนั้น ก็เพราะผมเริ่มไม่แน่ใจใน "ฟองน้ำมหัศจรรย์" ครับ เพราะว่าถ้าผมไปโรงพยาบาล คุณหมอคนนั้นก็ต้องสั่งให้พยาบาลปิดฟองน้ำนั้นลงที่แผล แล้วจากนั้นก็จะซีลแผลผมไว้อีก 7 วัน แล้วมันจะเป็นอย่างไรหนอเมื่อเปิดแผลนั้นหลังผ่านไป 7 วัน

ดังนั้น ผมขอเลือกวิธีการแบบบ้าน ๆ ธรรมดา ๆ ดีกว่าครับ เอาแบบเห็นแผลทุกวัน ทำความสะอาด เปลี่ยนผ้าพันแผลเช้าเย็น เห็นตรงไหนสกปรกก็เช็ดออก เวลาทำแผลก็ใช้อุปกรณ์ที่สะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อโรค (ไม่ต้องกลัวว่าผมจะใช้ของสกปรกหรอกครับ เพราะนี่ขาผม ผมคงจะไม่อยากเจ็บขาแบบนี้ไปนาน ๆ หรอกครับ เพราะเวลาเจ็บแผลนี่ผมเจ็บครับ ไม่ใช่คนอื่นเจ็บ)


ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพราะผมเองก็เริ่มสงสัยหรืออาจจะเรียกว่าเกิดประเด็นใหม่ ๆ ในทางการแพทย์หลายประการ ซึ่งจะขออนุญาตบันทึกต่อไปเป็นตอน ๆ อาทิ

การวิจัยในการทำงาน (Research to Routine : R2R) นั้น คือ การวิจัยในฝ่ายของผู้ปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติคิดว่าดีแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ตัวเขาหรือผู้ที่ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้นอย่างแท้จริง อาทิ ในกรณีของผม ในฝ่ายหมอก็คงจะมีการวิเคราะห์ วิจัยฟองน้ำมหัศจรรย์นี้มาอย่างดีแล้ว (หรือซื้อมาจากบริษัทขายยาชื่อดัง ที่เซลล์มีทักษะการพูดอย่างยอดเยี่ยม) ว่าสามารถปิดแผลได้ 7 วัน แต่แผลนั้นไม่ใช่แผลของหมอ ไม่ใช่ความเจ็บปวดของหมอ และถ้ามันเน่ามันก็ไม่ใช่เท้าหมอ แต่มันเป็นเท้าผม เท้าคนป่วย เป็นแผลที่คนไข้เจ็บ ประเด็นนี้จะมีน้ำหนักมากในการสร้างโจทย์เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะ "คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ..." R2R ในวงการแพทย์นั้นมุ่งไปที่การรักษาพยาบาลคนไข้ หรือเพียงเพื่อทำงานวิชาการทางการแพทย์..."

เวลาเจ็บ หมอไม่ได้เจ็บกับคนไข้ และหมอก็ไม่ได้อยู่กับแผลนั้นตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการสัมผัส การพิจารณาลักษณะอาการแบบวันต่อวัน นาทีต่อนาทีนั้น น่าจะให้น้ำหนักจะอยู่ที่คนไข้มากกว่าผู้ปฏิบัติ (หมอหรือพยาบาล) ซึ่งนั่นอาจจะผิดหลักการแพทย์ก็ต้องขออภัย เพราะผมเองก็ไม่ได้ศึกษามาทาง "วิทยาศาสตร์การแพทย์" ผมเป็นเพียงผู้ได้รับผลจากการวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้น...

หรือประเด็นในเรื่องความรู้ในการทำแผลสด ถ้ามีการประชุมลงความเห็นจากผู้ปฏิบัติงานระหว่างหมอกับพยาบาลนั้น ก็ควรจะให้คำพูดของพยาบาลมีน้ำหนักกว่าหมอจริงหรือไม่ เพราะในเคสผม เมื่อไม่มีพยาบาล หมอก็ไม่ทำแผลให้ หรือจากเคสอื่น ๆ คนที่ทำแผล รักษาแผล ใส่ถุงมือในเช็ดเลือด เช็ดน้ำหนอง เสี่ยงต่อการติดเชื้อก็คือ "พยาบาล" ดังนั้น การให้น้ำหนักในการทำ "มาตรฐานในการปฏิบัติงาน" ว่าควรจะให้ค่าคำพูดประสบการณ์กับทางพยาบาลมากกว่าหรือไม่...?"

หรือถ้าพูดให้ลึกลงไปอีก ประสบการณ์ของคนไข้ ที่หมอและพยาบาลมักมองว่า "ด้อยการศึกษากว่าตนนั้น" จะสามารถใช้ประกอบในการสร้างอุปกรณ์และวางมาตรฐานการรักษาได้หรือไม่...?