กลุ่มที่ 1 ศศิสุภา สังวริบุตร

ประจักษ์ เพ็งจางค์

จิตรการ กาญจนเลขา

รมย์ธีรา คล้ายขยาย

วิรัช จินดากวี

คำถาม “18 ประเทศ ส่งคำเตือนมา ไม่ให้คนต่างประเทศเดินทางเข้ามา ประเทศไทย”

คำตอบ "กรณีที่อยู่ ในบทบาทของภาครัฐ”

สมมติฐาน ภาคธุรกิจการลงทุน ภาคบริการ และการท่องเที่ยวเติบโต เกิดความเชื่อมั่น จากชาวต่างชาติ

ต้นเหตุของปัญหา 1) การข่าวและการประชาสัมพันธ์ในเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิด สับสน จาก “18 ประเทศ” (ในที่นี้ถือเป็นประเทศเป้าหมาย)

2) ขาดความสามัคคี อันมีต้นเหตุจาก ความสับสนของคนในชาติ การมีทัศนคติ เชิงลบกับภาครัฐ

3) ความร่วมมือในระหว่างขององค์กรภาครัฐ ด้วยกันบกพร่อง นโยบายไม่ส่งผลเอื้อต่อกัน หรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

4) บทบาท จรรยาบรรณ และจริยธรรม ของสื่อมวลชน รวมถึงทัศนคติในเชิง สร้างสรรค์เพื่อให้เกิดผลดีกับประเทศชาติโดยรวม เกิดปัญหา

ผลที่คาคว่าจะได้รับ

ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของประเทศนำสู่ความเชื่อมั่น” ประชาสัมพันธ์ในสิ่งดีด้วยกลยุทธ์ใหม่ๆ ในมาตรการเชิงรุก เพื่อผลลัพธ์ตรงเป้าและหมายและทันเวลา

กลยุทธ์เชิงปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย

1) การข่าวและการประชาสัมพันธ์ในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์

(ในทางตรง) กำหนดทิศทาง การข่าวและการประชาสัมพันธ์อย่างมีขั้นตอน เนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในทุกสื่อ วางลำดับของ Content ตามลำดับ 1 ..... 2 ให้เกิด Message ที่เป็นทิศทางเดียวกัน น่าเชื่อถือ ทั้งนี้การวาง Content จะต้องมีการศึกษา ในเชิงลึก โดยเฉพาะกลุ๋มประเทศ 18 ประเทศ ถึงสาเหตุ ที่เป็นประเด็นปัญหา เพื่อการส่งสารให้เกิดการรับ ขัอเสนอ ที่ตรงใจ นำความเชื่อมั่นให้กล้บมา

(ในทางอ้อม) การสร้างความเชื่อมั่นกับกลุ่มเป้าหมาย โดยวิธีสร้างสัมพันธภาพ กับกลุ่มนอกเป้าหมาย ในจำนวนมากพอ อาทิ การเริ่มสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มประเทศอื่นๆ มีการข่าวให้กลุ่มเป้าหมาย ได้เห็นว่า กลุ่มประเทศอื่นๆ มีความเชื่อมั่น และให้ความไว้วางใจประเทศของเรา (ในที่นี้อาจใช้วิธีการ Offer เรื่องสิทธิ พิเศษ ชวนเชื่อ เชื้อเชิญ) นานาประเทศในโลกย่อมมีเป้าหมายในเรื่องการแข่งขันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการเสียโอกาส ดังนั้นวิธีนี้อาจทำให้ กลุ่มประเทศเป้าหมาย ลดกำแพงลง และหันกลับมาติดต่อ กับเราในที่สุด

2. การขาดความสามัคคี และความสับสนของคนในชาติ

(ในทางตรง) ศึกษาละเอียดถึงความต้องการของแกนนำในการก่อปัญหา (ทางลับ) ดำเนินวิธีการต่อรองหาความลงตัว ระหว่าง จุดยืน และ จุดสนใจ เพื่อให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด อาจต้องเลือกตัวละคร และบทบาทให้สอดคล้อง ทั้ง บู๋และบุ๋น

(ในทางอ้อม)ใช้การประชาสัมพันธ์และการสร้างบรรยากาศ ให้เกิด Message ซ้ำๆจนคล้อยตาม อาทิ ทำให้เห็นว่า หากเกิดการแตกแยก ผลย้อนจะกลับมาหาตัวเองในที่สุด อาจต้องใช้วิธีการ ตัดแนวร่วม ทำให้พลังของผู้ขัดแย้งอ่อนแรงลง

- ส่งเสริมให้เรื่องดีๆ ให้เกิดข่าวเชิงบวกให้มากๆ อย่างเช่นในปัจจุบันมีการรณรงค์ ในเรื่องความรัก ภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งนี้อย่าทำวิธีเดิมซ้ำๆ นานเกินไป ต้องหาแนวทางใหม่ๆ ให้เกิดการตื่นเต้นเสมอ

- หาแนวร่วมจากผู้นำระดับองค์กรต่างๆ ให้เกิดลัทธิการตามอย่างในสิ่งที่ดี การรณรงค์ในสังคมชนบทและเมือง การสื่อสารและเครื่องมือ การสื่อสารท้นสมัย รวตเร็วและเป็นทิศทางเดียวกัน ศึกษาคู่ต่อสู้เพื่อดักทางให้รู้เท่าทัน

3.ความร่วมมือภายในองค์กรภาครัฐเอง

ศึกษาเชิงลึก และเชิงรุก อย่างจริงจัง ถึงประเด็นปัญหาของระบบราชการที่ยังเป็น Red Tape ส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาชน ให้ชุมชนได้ตรวจสอบกันเอง พยายามลดขั้นตอนความยุ่งยาก ส่งเสริมในเรื่องงาน บริการประชาชน เพื่อพยายามลดช่องว่าง ระหว่าง อำมาตย์และประชาชน การรณรงค์หรือการใดๆที่จะเป็นภาพลักษณ์เชิงบวกต่อรัฐต้องเร่งให้เกิดกระแส ในทางกลับกันข่าวเชิงลบต้องระมัดระวัง

4. บทบาทของสื่อ

ศึกษาธรรมชาติของคนสื่อ อย่างจริงจัง เพื่อวางแผนด้วยวิธี เกลือจิ้มเกลือ” คนของภาครัฐต้องสนใจและศึกษา คนสื่อหรือธรรมชาติอย่างจริงจัง การจะให้คนสื่อ มาเชื่อถือ ภาครัฐนั้น มิใช่เพียงบอกกล่าว แถลงข่าว แต่ต้องมีแผนและวิธีการที่ แยบยลกว่านี้

มุ่งสร้างสื่อที่ดี สนับสนุนสื่อทางเลือกที่เป็นสื่อบวก ให้มีปริมาณมาก เพื่อบดบัง “เติมน้ำดี เพื่อเจือจางน้ำเสีย”