การบริหารทั่วไป

วันนี้ ครูสุโขทัย เดินทางมาพบท่านอีกแล้วนะขอรับ โดยจะเสนอเกี่ยวกับการบริหารทั่วไป ซึ่งวันนี้จะสรุปเกี่ยวกับงานสารบรรณ ก็หวังว่าทุกท่านที่อ่านจะเข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้ได้ ก็เริ่มเลยละกัน

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 ( ฉ.2 พ.ศ.2548 )

งานสารบรรณ หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการบริหารเอกสาร เริ่มตั้งแต่ การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย

หนังสือราชการ มี 6 ชนิด

1. หนังสือภายนอก คือ หนังสือที่ติดต่อราชการเป็นแบบพิธี โดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือที่ติดต่อระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ หรือส่วนราชการถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือส่วนราชการถึงบุคคลภายนอก

2. หนังสือภายใน คือหนังสือ ที่ติดต่อราชการเป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือที่ติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ

3. หนังสือประทับตรา คือหนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อ ของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งส่วนราชการกับส่วนราชการและส่วนราชการกับบุคคลภายนอก ( เฉพาะในกรณีไม่ใช่เรื่องสำคัญ) เช่น

- การขอรายละเอียดเพิ่มเติม

- การส่งสำเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสารหรือบรรณสาร

- การตอบรับทราบที่ไม่เกี่ยวกับราชการสำคัญ หรือการเงิน

- การแจ้งผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ

- การเตือนเรื่องที่ค้าง

- เรื่องซึ่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนดโดยทำเป็นคำสั่งให้ใช้หนังสือประทับตรา

4. หนังสือสั่งการ มี 3 ชนิด

1. คำสั่ง คือบรรดาที่ข้อความที่ผู้บังคับบัญชา สั่งให้ปฏิบัติ โดยชอบด้วยกฎหมายใช้กระดาษตราครุฑ

2. ระเบียบ คือบรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางเอาไว้ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นประจำ ใช้กระดาษตราครุฑ

3. ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ กำหนดให้ใช้ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่บัญญัติให้กระทำได้ ใช้กระดาษตราครุฑ

5. หนังสือประชาสัมพันธ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. ประกาศ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศ หรือชี้แจงให้ทราบ หรือแนวทางปฏิบัติ ใช้กระดาษตราครุฑ

2. แถลงการณ์ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจ ในกิจกรรมของทางราชการหรือเหตุการณ์หรือกรณีใดๆให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกันใช้กระดาษตราครุฑ

3. ข่าว คือบรรดาที่ข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ ไม่ใช้กระดาษตราครุฑ

6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ มี ดังนี้

1. หนังสือรับรอง คือหนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคลหรือหน่วยงาน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง อย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑ

2. รายงานการประชุม คือบันทึกความคิดเห็นของผู้ประชุมผู้เข้าร่วมประชุมและมติของที่ประชุมไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช้กระดาษตราครุฑ ( ผู้ที่สำคัญที่สุดคือเลขานุการ ,หัวใจสำคัญที่สุดคือระเบียบวาระการประชุม)

3. บันทึก คือข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชาสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่าส่วนราชการระดับกรมติดต่อกันในการปฏิบัติราชการ โดยปกติให้ใช้กระดาษบันทึกข้อความ

4. หนังสืออื่น คือหนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในทางราชการ ซึ่งรวมถึง ภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพและสื่อกลางบันทึกข้อมูลด้วย หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการแล้วมีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรมจะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสม เว้นแต่มีแบบตามกฎหมายเฉพาะเรื่องให้ทำตามแบบ เช่นโฉนด แผนที่ แบบ ผนัง สัญญา หลักฐานการสืบสวนและสอบสวน และคำร้อง เป็นต้น

สื่อกลางบันทึกข้อมูล หมายถึง สื่อใดๆที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเลคทรอนิกส์ เช่น แผนบันทึกข้อมูล เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นซีดี-อ่านอย่างเดียว หรือแผ่นดิจิทัลเอนกประสงค์ เป็นต้น

พอแค่นี้ก่อนละกันนะเดี๋ยวค่อยมาว่ากันใหม่ .............

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 9:40 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คุณธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา

วันนี้ ครูสุโขทัย ขอเสนอเกี่ยวกับคุณธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งได้ศึกษาคุณธรรมให้ลึกซึ่ง และสามารถนำไปใช้ในการทำงานได้

คุณธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา

ธรรมะ ข้อควรประพฤติปฏิบัติ

หลักธรรม หมวดหมู่แห่งธรรม

คุณธรรม ความดีงามในจิตใจซึ่งทำให้เคยชินประพฤติดี

ธรรมะที่ดีงามที่ควรครองไว้ในใจ

จริยธรรม ธรรมะที่ดีงามที่แสดงออกทางกาย

วัฒนธรรม สิ่งดีงามที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมา

ค่านิยม คุณธรรมพื้นฐานที่ยึดถือเป็นวิถีชีวิต

มนุษยธรรม ธรรมะพื้นฐานที่มนุษย์ควรยึดถือปฏิบัติ( ศีล 5 )

คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา - ข้อวัตรที่ผู้บริหารควรศึกษาควรรู้

- ข้อปฏิบัติที่ผู้บริหารควรยึดถือปฏิบัติ

- ข้อความดีที่ผู้บริหารควรนำมาครองใจ

คุณธรรมหลัก 4 ประการ ของอริสโตเติล

1. ความรอบคอบ 2. ความกล้าหาญ 3. การรู้จักประมาณ 4. ความยุติธรรม

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

1. การรักษาความสัตย์ 2. การรู้จักข่มใจตัวเอง 3. การอดทน อดกลั้นและอดออม

4. การรู้จักละวางความชั่ว

ค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการ

1. การพึ่งตนเอง 2. การประหยัดและอดออม

3. การมีระเบียบวินัย 4. การปฏิบัติตามคุณธรรม

5. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ทศพิธราชธรรม ธรรมของผู้ปกครอง

1. ทาน- การให้ 2. ศีล – การควบคุมกายวาจา

3. บริจาค- การเสียสละ 4. อาชวะ – ซื่อตรง

5. มัทวะ – อ่อนโยน 6. ตบะ - ความเพียร

7. อักโกธะ- ไม่โกรธ 8. อวิหิงสา- ไม่เบียดเบียน

9. ขันติ – อดทน 10. อวิโรธนะ – ไม่ผิดธรรม

พรหมวิหาร 4 คุณธรรมของท่านผู้เป็นใหญ่

1. เมตตา – รักใคร่ 2. กรุณา – สงสาร

3. มุทิตา – พลอยยินดี 4. อุเบกขา – วางเฉย

ประโยชน์ - ทำให้ผู้อื่นรักใคร่ นับถือ จงรักภักดี

- เป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา

อิทธิบาท 4 คุณธรรมเครื่องทำให้ประสบความสำเร็จ

1. ฉันทะ – พอใจ 2. วิริยะ – เพียร 3. จิตตะ-ฝักใฝ่ 4. วิมังสา – ตริตรอง

ประโยชน์ - พอใจในงาน ไม่เบื่อ มีความเพียร ศึกษาค้นคว้าปฏิบัติงานจนสำเร็จ

สังคหวัตถุ 4 คุณธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน

1. ทาน – ให้ปัน 2. ปิยวาจา – วาจาอ่อนหวาน

3. อัตถจริยา – ประพฤติประโยชน์ต่อผู้อื่น 4. สมานัตตา – ไม่ถือตัว

ประโยชน์ - ทำให้ผู้อื่นรักใคร่ นับถือ ยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อื่น

ธรรมมีอุปการะมาก - สติสัมปชัญญะ ช่วยไม่ให้เกิดความเสียหาย

- นาถกรณธรรมหรือพหุการธรรม

สัปปุริสธรรม 7 ธรรมของสัตบุรุษ

1. ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ

2. อัตถัญญุตา รู้จักผล

3. อัตตัญญุตา รู้จักตน

4. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ

5. กาลัญญุตา รู้จักกาล

6. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน

7. ปุคคลัญญุตา รู้จักคนควรคบ( บุคคล)

ประโยชน์

ข้อ 1 – 2 ช่วยให้มีเหตุผลไม่งมงาย

ข้อ 3 – 4 ช่วยให้รู้จักวางตัวเหมาะสม

ข้อ 5 ช่วยให้เป็นผู้ทันสมัยก้าวหน้าในงาน

ข้อ 6 – 7 ช่วยให้รู้เท่าทันเหตุการณ์

อธิษฐานธรรม ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ

1. ปัญญา - รอบรู้ 2. สัจจะ - ความจริงใจ

3. จาคะ – สละสิ่งที่ไม่จริงใจ 4. อุปสมะ – สงบใจ

ขันติโสรัจจะ – ธรรมอันทำให้งาม ความอดทน สงบเสงี่ยม เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์

หิริโอตตัปปะ – ธรรมเป็นโลกบาลหรือธรรมคุ้มครองโลก

หิริ – ละอายในการทำบาป

โอตตัปปะ – เกรงกลัวต่อบาปและผลแห่งบาป

อคติ 4 - สิ่งที่ไม่ควรประพฤติ

1. ฉันทาคติ - ลำเอียงเพราะรัก 2. โทสาคติ – ลำเอียงเพราะชัง

3. โมหาคติ - ลำเอียงเพราะเขลา 4. ภยาคติ - ลำเอียงเพราะกลัว

พละ 5 - ธรรมเป็นกำลัง 5 อย่าง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

เบญจธรรม - ศีล 5 ข้อ ควรงดเว้น 5 ประการ ทำให้ก้าวหน้าในชีวิต เกิดความสบายใจไม่ทุกข์ร้อน

นิวรณ์ 5 - ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี

1. กามฉันท์ - ใคร่ในกาม 2. พยาบาท - ปองร้าย

3. ถีนมิทธ - ง่วงเหงา 4. อุทธัจจกุกกุจจะ - ฟุ้งซ่าน

5. วิจิกิจฉา – ลังเล สงสัย

มรรค 8 - แม่บทแห่งการปฏิบัติของบุคคล

1. สัมมาทิฏฐิ - ปัญญาชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ

3. สัมมาวาจา - เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ - ทำการงานชอบ

5. สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีวิตชอบ 6. สัมมาวายามะ - เพียรชอบ

7. สัมมาสติ - ระลึกชอบ 8. สัมมาสมาธิ - ตั้งใจชอบ

เวสารัชชกรณธรรม - ธรรมทำความกล้าหาญ 5 อย่าง

1. สัทธา - ทำให้ใจหนักแน่น 2. ศีล - บังคับตนไม่ทำผิด

3. พาหะสัจจะ - ทำงานตามหลักวิชา 4. วิริยารัมภะ - ป้องกันความโลเล

5. ปัญญา - ช่วยให้เห็นทางถูกผิด

อภิณหปัจจเวกขณ์ - ธรรมแห่งความไม่ประมาท

- การพิจารณาเป็นประจำในเรื่องความแก่ เจ็บ ตาย การพลัดพราก กรรมทำให้ไม่ประมาทในการสร้างกรรมดี

สาราณิยธรรม - ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง

อปริหานิยธรรม - ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม

ฆราวาสธรรม - ธรรมของผู้ครองเรือน

1. สัจจะ – สัตย์ซื่อแก่กัน 2. ทมะ – รู้จักข่มจิตของตน

3. ขันติ – อดทน 4. จาคะ – สละให้เป็นสิ่งของของตนแก่คนที่ควร

กุศลกรรมบท - ทางแห่งความดี 10 อย่าง กายสุจริต 3 วจีสุจริต 4 มโนสุจริต 3

ปธาน - ความเพียร 4 อย่าง

1. สังวรปธาน - เพียรไม่ให้เกิดบาป 2. ปหานปธาน - เพียรละบาป

3. ภาวนาปธาน – เพียรให้กุศลเกิด 4. อนุรักษขนาปธาน – เพียรรักษากุศล

บุญกิริยาวัตถุ 3 - หลักของการทำบุญ

1. ทานมัย – บริจาคทาน 2. ศีลมัย – รักษาศีล

3. ภาวนามัย – เจริญภาวนา

ทิศ 6 - บุคคล 6 ประเภท

1. ปุรัตถิมทิศ - ทิศเบื้องหน้า ( บิดา มารดา )

2. ทักขิณทิศ - ทิศเบื้องขวา ( ครูบา อาจารย์ )

3. ปัจฉิมทิศ - ทิศเบื้องหลัง ( บุตร ภรรยา )

4. อุตตรทิศ - ทิศเบื้องซ้าย ( มิตร สหาย )

5. เหฏฐิมทิศ - ทิศเบื้องต่ำ ( ผู้ใต้บังคับบัญชา บ่าว )

6. อุปริมทิศ - ทิศเบื้องบน ( ผู้บังคับบัญชา สมณพราหมณ์ )

โลกธรรม 8 - ธรรมดาของโลก แบ่งเป็น 2 ฝ่าย

1. อฏฐารมณ์ 4 - ฝ่ายได้ ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับการสรรเสริญ ได้สุข

2. อนิฏฐารมณ์ 4 ฝ่ายเสื่อม เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ได้ทุกข์

อริยทรัพย์ 7 - ความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ

1. ศรัทธา 2. ศีล 3. หิริ 4. โอตตัปปะ

5. พาหุสัจจะ 6. จาคะ 7. ปัญญา

อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

สามัญลักษณะ ไตรลักษณ์ ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง

1. อนิจจตา ไตรลักษณ์ ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง

2. ทุกขตา ความเป็นทุกข์

3. อนัตตา ความไม่ใช่ของตน

จักรธรรม 4 ธรรมเหมือนวงล้อนำสู่ความเจริญ

1. ปฏิรูปเทสวาหะ อยู่ในประเทศอันควร

2. สัปปุริสูบัสสยะ คบสัตบุรุษ

3. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ

4. ปุพเพกตปุญญตา ทำดีไว้ในปางก่อน

ธรรมะกับหลักการบริหาร

1. นิคัญเห นิคคัญหารหัง ข่มคนที่คนข่ม

2. ปัคคัญเห ปัคคัญหารหัง ยกย่องคนที่ควรยกย่อง

3. ทิฏฐานุคติ ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

การเข้าถึงพระธรรม 3 ขั้น

1. ปริยัติธรรม ศึกษาหลักคำสอน

2. ปฏิบัติธรรม ลงมือปฏิบัติธรรม

3. ปฏิเวชธรรม ได้รับผล

วัฒนธรรม ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญ เป็นระเบียบก้าวหน้าและมีศีลธรรม

วัฒนธรรมไทย แบ่งออกเป็น 4 อย่าง

1. คติธรรม ทางหรือหลักในการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับจิตใจ

2. เนติธรรม เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล

3. วัตถุธรรม เกี่ยวกับความสะดวกสบายใจในการครองชีพ ปัจจัย 4 ศิลปะ

4. สหธรรม คุณธรรมทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ มารยาท

ประเพณี สิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

อารยธรรม ความเจริญที่สูงเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมผู้อื่น

จรรยาวิชาชีพ กฎเกณฑ์ความประพฤติ มารยาทในการประกอบอาชีพ

จรรยาบรรณ ประมวลกฎเกณฑ์ ความประพฤติ มารยาทของผู้ประกอบอาชีพ

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 12:53 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

วันนี้ครูสุโขทัย ได้ไปอ่านเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็เลยนำให้ทุกๆได้อ่านกันหวังว่าจะนำไปใช้ในการสอบได้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ.2536

1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หมายความว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย แล้วแต่กรณี

2. ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้เริ่มจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย มีจำนวน 8 ชั้นตรา และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก มีจำนวน 8 ชั้นตรา สลับกัน โดยเลื่อนชั้นตราตามลำดับจากชั้นล่างสุดจนถึงชั้นสูงสุดตามลำดับ ดังนี้

1. ชั้นที่ 7 เหรียญเงินมงกุฎไทย ( ร.ง.ม. )

2. ชั้นที่ 7 เหรียญเงินช้างเผือก ( ร.ง.ช. )

3. ชั้นที่ 6 เหรียญทองมงกุฎไทย ( ร.ท.ม.)

4. ชั้นที่ 6 เหรียญทองช้างเผือก (ร.ท.ช.)

5. ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)

6. ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์ช้างเผือก (บ.ช.)

7. ชั้นที่ 4 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.)

8. ชั้นที่ 4 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)

9. ชั้นที่ 3 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)

10. ชั้นที่ 3 ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)

11. ชั้นที่ 2 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)

12. ชั้นที่ 2 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)

13. ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม)

14. ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)

15. ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)

16. ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)

โดยให้พิจารณาถึงตำแหน่ง ระดับ ชั้น ชั้นยศ กำหนดระยะเวลา และความดีความชอบ เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบนี้

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 9:15 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การเลื่อนขั้นเงินเดือน

วันนี้ ครูสุโขทัย จะมาสรุปเกี่ยวกับการพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนซึ่งจะนำไปใช้ในการสอบดังนี้

กฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือน 2544

ปีงบประมาณ เลื่อนขั้นเงินเดือน 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ( ครึ่งปีแรก ) 1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม ให้เลื่อนขั้นในวันที่ 1 เมษายน

ครั้งที่ 2 ( ครั้งปี หลัง) 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนในวันที่ 1 ตุลาคม

หลักเกณฑ์การลาบ่อยครั้งและมาทำงานสาย

1. การลาบ่อยครั้ง

- ข้าราชการปฏิบัติงานตามโรงเรียน ลาเกิน 6 ครั้ง

- ข้าราชการปฏิบัติงานตามสำนักงาน ลาเกิน 8 ครั้ง

**ข้าราชการที่ลาเกินครั้งที่กำหนด ถ้าวันลาไม่เกิน 15 วัน และมีผลงานดีเด่นอาจผ่อนผันให้เลื่อนเงินเดือนได้********

2. มาทำงานสายเนื่องๆ

- ข้าราชการปฏิบัติงานตามโรงเรียน มาทำงานสายเกิน 8 ครั้ง

- ข้าราชการปฏิบัติงานตามสำนักงาน มาทำงานสายเกิน 9 ครั้ง

*********ข้าราชการครูที่ลาบ่อยครั้ง / มาทำงานสายเนืองๆไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน************

การแบ่งกลุ่มพิจารณา

- กลุ่มข้าราชการในสถานศึกษา

- กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา

- กลุ่มที่ปฏิบัติงานใน สพท.

- กลุ่มระดับ 9 ขึ้นไป ส่งไปให้กรมประเมินให้

การประเมินประสิทธิภาพ

- ผอ.โรงเรียนประเมินครูในโรงเรียน

- ผอ.เขต ประเมินผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน

- ผู้ประเมินและรับการประเมินตกลงร่วมกันในรายละเอียดการประเมิน

แบ่งการประเมิน ดังนี้

- ผลการประเมินดีเด่น ได้คะแนนประเมินไม่ต่ำกว่า 90-100% อยู่ในเกณฑ์ ได้เลื่อนขั้น 1 ขั้น

- ผลการประเมินเป็นที่ยอมรับได้ ได้รับคะแนนประเมินไม่ต่ำกว่า 60-89% อยู่ในเกณฑ์ ได้เลื่อนขั้น 0.5 ขั้น

- ผลการประเมินต้องปรับปรุง ระดับคะแนนประเมินต่ำกว่า 60% ไม่ควรเลื่อนขั้นเงินเดือน

การตั้งคณะกรรมการพิจารณา

- คณะกรรมการส่วนกลาง

- ระดับ สพฐ.

- ระดับเขตพื้นที่การศึกษา

- ระดับสถานศึกษา

- ผู้บริหารสถานศึกษา ประธานกรรมการ

- รองผู้อำนวยการสถานศึกษา กรรมการ(ถ้ามี)

- ผู้แทนหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้จำนวน 1-4 คน กรรมการ

- ผู้แทนข้าราชการครูในสถานศึกษา จำนวน 1-4 คน กรรมการ

ประธานเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

บัญชีรายละเอียดเพื่อพิจารณาเงินเดือน มี 5 บัญชี ดังนี้

หมายเลข 1 บัญชีผู้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1.5 ขั้น ใช้เฉพาะการเลื่อนขั้นเงินเดือนครั้งที่ 2 ( 1 ตุลาคม ) เท่านั้น

หมายเลข 2 ผู้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น

หมายเลข 3 ผู้ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 0.5 ขั้น

หมายเลข 4 ผู้ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน

หมายเลข 5 บัญชีแสดงการสำรองวงเงินเลื่อนขั้นเงินเดือน

วันนี้พอแค่นี้ก่อนสรุปได้แค่นี้ คงมีประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย ถ้ามีประโยชน์ก็ส่งผลบุญมาให้บ้างละกันนะขอรับ บ๊ายบาย

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 10:22 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สรุปเกี่ยวกับการลา(2)

วันนี้เรามาดูเกี่ยวกับรายละเอียดของการลาแต่ละประเภทก็แล้วกันนะขอรับ..........

การลาป่วย

ให้เสนอจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลา เว้นกรณีจำเป็นเสนอส่งใบลาในวันที่ปฏิบัติการได้ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถลงชื่อในใบลาได้ ให้ผู้ยื่นลงชื่อแทนได้ แต่ถ้าสามารถเขียนได้ให้ส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์

การลาคลอดบุตร

ให้ส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลา ลงชื่อไม่ได้ให้ผู้อื่นลงแทนได้ ลงชื่อได้จัดส่งใบลาโดยเร็ว สิทธิในการลาคลอดบุตรได้ 90 วัน โดยได้รับเงินเดือนโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ อัตราจ้างสามารถลาได้ 45 วันทำการ โดยได้รับเงินเดือน อีก 45 วันให้รับการประกันสังคม

ข้าราชการที่ลาเลี้ยงดูบุตร มีสิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจาการลาคลอดบุตร ไม่เกิน 30 วันทำการ โดยได้รับเงินเดือน ถ้าประสงค์จะลาต่ออีกลาได้อีกไม่เกิน 150 ทำการโดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือน

ลากิจส่วนตัว + เลี้ยงดูบุตรได้ปีละไม่เกิน 45 วันทำการ

การลากิจส่วนตัวแม้ยังไม่ครบกำหนด ผู้บังคับบัญชาสามารถเรียกมาปฏิบัติราชการก็ได้

การลาคลอดบุตร คาบเกี่ยวกับการลาประเภทใดให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลงและนับเป็นการลาคลอดบุตรต่อ

การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถเรียกมาปฏิบัติราชการได้

การลากิจส่วนตัว

การลากิจส่วนตัว ต้องส่งใบลาก่อนเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงหยุดราชการได้ เว้นแต่เหตุจำเป็นให้หยุดราชการไปก่อนและชี้แจ้งเหตุผลให้ทราบโดยเร็ว ถ้ามีเหตุพิเศษไม่อาจปฏิบัติได้ตามที่กล่าวมาให้เสนอจัดส่งใบลาพร้อมชี้แจงเหตุผลในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ

ลากิจไม่เกิน 45 วันทำการ/ปี

การลาพักผ่อนประจำปี ( ไม่ใช่ลาพักร้อน )

ข้าราชการปีหนึ่งลาพักผ่อนได้ 10 วันทำการ เว้นแต่ข้าราชการต่อไปนี้ รับราชการยังไม่ถึง 6 เดือน

- ในกรณีบรรจุครั้งแรก

- ลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว

- ลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเลือกตั้ง

ในปีใดที่ข้าราชการไม่ได้ลาพักผ่อนลาไม่ครบ 10 วันทำการ ให้สะสมวันลาที่ยังไม่ลาในปีนั้นรวมกับปีต่อไปได้ แต่ไม่เกิน 20 วันทำการ

รับราชการมาแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี สามารถลาพักผ่อนสะสมไม่เกิน 30 วันทำการ

ข้าราชการที่ปฏิบัติราชการในโรงเรียน มีวันหยุดภาคเรียน หากได้หยุดราชการตามวันหยุดภาคการศึกษาเกิดกว่าลาพักผ่อน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนได้

การลาอุปสมบทหรือไปประกอบพิธีฮัทย์

ให้ส่งใบลาขออนุญาตต่อเลขา กพฐ. ( ส่งใบลาให้ผอ.ร.ร.ก่อนไม่น้อยกว่า 60 วัน )

ได้รับอนุญาตแล้วต้องอุปสมบทหรือออกเดินทาง ภายใน 10 วัน

กลับมารายงานตัวภายใน 5 วัน นับตั้งแต่ลาสิขา หรือเดินทางกลับถึงเมืองไทย

ลาบวชได้ไม่เกิน 120 วัน

การลาตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพล

คำว่าตรวจเลือก เรียกว่าคัดทหาร การลาตรวจเลือก ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชา ไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง นับแต่ได้รับหมายเรียกโดยไม่ต้องรอคำสั่งอนุญาต ถ้าพ้นจากการตรวจเลือกจะต้องปฏิบัติราชการภายใน 7 วัน

เตรียมพล เมื่อได้รับใบแดงจะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบภายใน 48 ชั่วโมง

ออกจากทหาร ขอเข้ารับราชการภายใน 180 วัน

การลาศึกษา ฝึกอบรม ศึกษาปฏิบัติงานวิจัย

ผู้มีอำนาจอนุญาต คือ เลขา กพฐ. ( ในประเทศ มอบให้ ผอ.สพท. ต่างประเทศ เลขา กพฐ. )

การลาไปปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ

ผู้มีอำนาจอนุญาตคือ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด โดยไม่ได้รับเงินเดือน มี 2 ประเภท

1. ประเภทที่ 1 ไม่เกิน 4 ปี

- ประเทศไทยเป็นสมาชิก

- รัฐบาลมีข้อผูกพัน ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

- ส่งไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

2. ประเภทที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี

- รับราชการไม่น้อยกว่า 5 ปี ยกเว้น สหประชาชาติไม่น้อยกว่า 2 ปี

- อายุไม่เกิน 52 ปี และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย

การลาติดตามคู่สมรสไปปฏิบัติงานต่างประเทศ

ผู้อนุญาต คือ เลขา กพฐ. ลาได้ไม่เกิน 2 ปี ถ้าจำเป็นลาต่ออีกได้ 2 ปี รวมเวลา 4 ปี ถ้าเกินให้ลาออก

ผู้มีอำนาจอนุญาตในการลา

ผู้บริหารสถานศึกษา มีอำนาจอนุญาตการลาของผู้ใต้บังคับบัญชาดังนี้

- ลาป่วย ครั้งหนึ่งไม่เกิน 60 วันทำการ

- ลาคลอด ครั้งหนึ่งไม่เกิน 90 วันทำการ

- ลากิจส่วนตัว ครั้งหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำการ

สำหรับวันนี้ครูสุโขทัย ก็ขออำลาก่อนนะฝนจะตกแล้วจ้า

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 12:47 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สรุปเกี่ยวกับการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

การบริหารงานบุคคล วันนี้ ครูสุโขทัย ได้สรุปเกี่ยวกับการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้กับผู้ที่มีความสนใจนะขอรับ

สรุปเกี่ยวกับการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

1. การบังคับใช้

1) ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ยกเว้นข้าราชการทหารและข้าราชการท้องถิ่น

2) ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาระเบียบนี้

3) กรณีที่ไปช่วยราชการหากต้องการลาก็ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาหน่วยงานที่ไปช่วยราชการแล้วให้ หน่วยงานนั้นแจ้งให้ต้นสังกัดทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

2. การนับวันลา

1) ให้นับตามปีงบประมาณ

2) การนับวันลาที่นับเฉพาะวันทำการคือ

- การลาป่วย ( ธรรมดา )

- การลากิจส่วนตัว

- การลาพักผ่อน

3) ข้าราชการที่ถูกเรียกกลับระหว่างลาให้ถือการลาหมดเขตเพียงวันก่อนเดินทางกลับและวันราชการ เริ่มนับตั้งแต่วันเดินทางกลับ

3. การลาครึ่งวัน

ในการลาครึ่งวันในตอนเช้า หรือตอนบ่ายให้นับการลาเป็นครึ่งวัน

การลาให้ใช้ใบลาตามแบบ แต่กรณีจำเป็นหรือรีบด่วนจะใช้ใบลาตามวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องส่งใบลาตามแบบวันในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ

- ข้าราชการที่ประสงค์จะไปต่างประเทศระหว่างลา หรือวันหยุดราชการให้เสนอขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงอธิบดี ( เลขา กพฐ. )

- ข้าราชการส่วนภูมิภาค ขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย ขออนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งหนึ่งไม่เกิน 7 วัน หรือนายอำเภอไม่เกิน 3 วัน

- ข้าราชการผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติงานราชการได้ เนื่องจากพฤติกรรมพิเศษ เช่น ฝนตกหนัก ถนนขาด ถูกจับเรียกค่าไถ่ โดยเกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุขัดขวางไม่สามารถมาปฏิบัติราชการได้ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงอธิบดี ( เลขา กพฐ. ) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ( สำหรับข้าราชการส่วนภูมิภาค)ทันทีที่มาปฏิบัติราชการได้ ถ้าอธิบดี พิจารณาว่าเป็นจริง ไม่นับเป็นวันลา ถ้าไม่จริงให้นับเป็นลากิจส่วนตัว

********** ข้าราชการครูสังกัด สพฐ. เป็นข้าราชการส่วนกลาง***********

4. ประเภท ของการลามี 9 ประเภท ดังนี้

1. ลาป่วย

2. ลาคลอดบุตร

3. ลากิจส่วนตัว

4. ลาพักผ่อนประจำปี

5. ลาไปอุปสมบทหรือประกอบพิธีฮัทย์

6. ลาตรวจเลือกหือเข้ารับการเตรียมพล

7. ลาศึกษาต่อ ศึกษาอบรมดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัย

8. ลาไปปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ

9. ลาติดตามคู่สมรสไปต่างประเทศ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกันเดี๋ยวค่อยมาอธิบายรายละเอียดต่อนะขอรับ

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 20:10 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การวางแผนอัตรากำลัง หมายความว่า การกำหนดว่าหน่วยงานนั้นต้องการกำลังคน หรือตำแหน่งประเภทไหน จำนวนเท่าไร โดยคิดคำนวณคนให้พอดีกับการปฏิบัติงาน ในระบบราชการมักมีการวางแผนอัตรากำลังล่วงหน้า คือเป็นรายปี หรือราย 3 ปี หรือ 9 ปี

การวางแผนกำลังคนสำหรับข้าราชการครู

1. ความสำคัญเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องจำนวนและคุณภาพของข้าราชการครูในสถานศึกษา

2. ปัญหาในการวางแผนอัตรากำลังคน ขาดความรู้ทางหลักวิชา ขาดข้อมูลข่าวสาร นโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ของรัฐไม่ชัดเจน ไม่ต่อเนื่อง มีการนำผลประโยชน์ส่วนตัวมาใช้ในการวางแผน ขาดปัจจัยสำคัญในการบริหาร เช่น เงินวัสดุ ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนอัตรากำลังคน

3. วัตถุประสงค์

- สร้างต้นแบบการวางแผนอัตรากำลัง

- สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษานำต้นแบบการวางแผนกำลังคนไปใช้

4. แนวคิดในการวางแผนกำลังคน ยึดหลักการจำนวนกำลังคนที่ต้องการมากขึ้น จำนวนคนที่ต้องการทั้งหมด – จำนวนคนที่มีอยู่จริง

กระบวนการวางแผนกำลังคนมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการดังนี้

1. กำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลปริมาณ คุณภาพ

2. การคาดการณ์กำลังคนในอนาคต เช่น ความชำนาญงาน พื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์

3. กำลังคนเพิ่มขึ้น

การกำหนดปริมาณงานในสถานศึกษา

1) ปริมาณงานด้านการบริหารสถานศึกษา มีผู้อำนวยการสถานศึกษากับรองผู้อำนวยการสถานศึกษา

2) ปริมาณงานด้านการสอน เกณฑ์ข้อมูล 10 มิถุนายนของทุกปี สถิตินักเรียนของสถานศึกษา จำนวนชั่วโมงงานสอนในหนึ่งสัปดาห์ของข้าราชการครูและครูอัตราจ้าง

3) ปริมาณอื่น ชั่วโมงปฏิบัติงานสนับสนุนการสอนในหนึ่งสัปดาห์ เป็นต้น

เกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังครู

1.

เกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังครูสายการสอนในสถานศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

กรณีที่ 1 โรงเรียนที่มีนักเรียน 120 คนลงมา ( 20 : 1 )

รายการ

นักเรียน 20 คนลงมา 21-40 คน 41-60 คน 61-80 คน 81-100 คน 101-120 คน

ผู้สอน 1 2 3 4 5 6

กรณีที่ 2 โรงเรียนที่มีนักเรียน 121 คนขึ้นไป

ระดับก่อนประถมศึกษา = ( ห้องเรียน x 30 ) + นักเรียนทั้งหมด (0.5 ขึ้นไป เพิ่ม 1 คน )

50

ระดับประถมศึกษา = ( ห้องเรียน x 40 ) + นักเรียนทั้งหมด (0.5 ขึ้นไป เพิ่ม 1 คน )

50

ระดับมัธยมศึกษา = จำนวนห้องเรียน x 2

เงื่อนไข

- คิดจำนวนห้องเรียนแต่ละชั้น หากมีเศษตั้งแต่ 10 คนขั้นไป ให้เพิ่มอีก 1 ห้อง

- การคิดจำนวนครูให้ปัดเศษตามหลักคณิตศาสตร์

2. เกณฑ์อัตรากำลังสายผู้บริหารสถานศึกษา

กรณีที่ 1 โรงเรียนมีนักเรียนต่ำกว่า 360 คน มีผู้บริหาร 1 คน

กรณีที่ 2 โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 360 คนขึ้นไป

จำนวนนักเรียน จำนวนผู้บริหาร รวมทั้งสิ้น

ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา

360-719 1 1 2

720-1,079 1 2 3

1,080-1,679 1 3 4

1,680 ขึ้นไป 1 4 5

เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 20:30 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การบริหารงานบุคคล

ครูสุโขทัย : วันนี้ขอเสนอความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเพื่อให้ผู้ที่เตรียมตัวสอบได้ศึกษาและทราบเกี่ยวกับหลักการบริหารงานบุคคล แต่ถ้าอยากรู้เรื่องอะไรก่อนเป็นพิเศษก็แจ้งเข้ามาได้นะขอรับ

การบริหารงานบุคคล

การบริหารงานบุคคล หมายถึง วิธีการจัดการหรือดำเนินการเกี่ยวกับบุคคลในการทำงานในอันที่จะทำให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับการปฏิบัติงานให้บรรลุอย่างมีประสิทธิภาพหรือศาสตร์ แขนงหนึ่งที่ว่าด้วยการดำเนินการหรือการจัดการเกี่ยวกับบุคคลในหน่วยงาน

ความสำคัญของการบริหารงานบุคคล

การบริหารงานบุคคลนั้นจะประกอบขึ้นไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ อยู่ 2 ส่วน คือ คนและงาน ดังนั้นการบริหารงานบุคคลมีความสำคัญคือ

1. คนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบริหารงาน เนื่องจากคนเป็นผู้ทำให้เกิดความสำเร็จ

2. การทำงานจำเป็นจะต้องเลือกคนเพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับงานและรู้จักใช้คนอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประก