โครงการห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
วันนี้เพิ่มเติมความรู้จ้า คำว่า SP : Stimulus Package SP1 โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ SP2 แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง วันนี้จะเสนอโครงการพัฒนาห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
โครงการพัฒนาห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( นายจุรินทร์ ลัษณะวิศิษฏ์ ) ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาห้องสมุดของสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้าของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชนได้อย่างสมบูรณ์ โดยได้กำหนดแนวทางให้เป็น “ห้องสมุด 3 ดี” ที่เน้นการพัฒนาใน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หนังสือดีและสื่อการเรียนรู้ดี บรรยากาศและสถานที่ดี และบรรณารักษ์และกิจกรรมดี
วัตถุประสงค์
1. เพื่อยกระดับคุณภาพห้องสมุดในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรง
2. เพื่อจัดให้มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการและเหมาะสมกับนักเรียน ครู ผู้บริหาร และคนในชุมชน
3. เพื่อพัฒนาและจัดให้มีครูบรรณารักษ์ หรือผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ในโรงเรียนทุกโรง
แนวคิดหลักในการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน ยึดหลัก 3 ดี ได้แก่
1. กลุ่มหนังสือและสื่อการเรียนรู้ดี คือ ทุกห้องสมุดต้องมีจำนวนหนังสือ อย่างน้อย 5 เล่ม ต่อ นักเรียน 1 คน กลุ่มหนังสือที่ห้องสมุดต้องมี ได้แก่
1.1 กลุ่มหนังสือส่งเสริมการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้สำหรับนักเรียน ครู
1.2 กลุ่มหนังสืออ้างอิง เช่น หนังสือพระราชนิพนธ์ สารานุกรม พจนานุกรม ฯลฯ
1.3 กลุ่มหนังสือดีที่ควรอ่านหรือหนังสือแนะนำ เช่นหนังสือที่ชนะการประกวดหนังสือดีเด่น หนังสือที่ผ่านการคัดเลือกจากองค์กร/หน่วยงานต่างๆทั้งในรูปของวรรณกรรม เช่นนิทาน การ์ตูน สารคดี เรื่องสั้น หนังสือภาพ ฯลฯ
1.4 ของเล่นเด็ก สร้างสรรค์ เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อภาพ ( จิ๊กซอว์ ) รูปทรงเรขาคณิต โลโก้ ตุ๊กตาคน – สัตว์ ดินน้ำมัน วาดภาพ – ระบายสี เกมส์ ฯลฯ
2. บรรยากาศและสถานที่ดี คือทุกโรงเรียนต้องมีห้องสมุดอย่างน้อยขนาด 1 ห้องเรียนขึ้นไป มีการจัดมุมหรือองค์ประกอบแบ่งเป็น ส่วนที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าอ้างอิง ส่วนอ่านเพื่อการพักผ่อน หรือดูหนัง ฟังเพลง ส่วนการสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่าย ฯลฯ
3. ครูบรรณารักษ์และกิจกรรมดี คือทุกโรงเรียนต้องมีครูบรรณารักษ์หรือผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ อย่างน้อย 1 คน สำหรับการให้บริการอย่างน้อยต้องให้บริการได้ในช่วงเวลาเช้าก่อนเข้าห้องเรียน พักกลางวัน และหลักเลิกเรียน และมีการจัดกิจกรรมห้องสมุดและกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงเรียนที่ยังไม่มีห้องสมุดได้รับการพัฒนาให้มีห้องสมุดที่มีความพร้อมทั้งด้านหนังสือ สื่อการเรียนรู้ สื่อ ICT ที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชน
2. โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงเรียนที่มีห้องสมุดจะได้รับการปรับปรุงให้ให้มีคุณภาพทันสมัยทั้งด้านอาคารสถานที่และบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้
3. โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงที่มีห้องสมุดระดับมาตรฐานได้รับการพัฒนาเป็นห้องสมุดสมัยใหม่
4. โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงมีครูบรรณารักษ์ หรือผู้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ที่มีคุณภาพ สามารถบริหารจัดการห้องสมุดแนวใหม่และมีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมห้องสมุดและกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
5. มีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เห็นความสำคัญของห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่าน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียน
กลุ่มเป้าหมาย
ได้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกโรง จำนวน 31,821 โรง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล จำนวน 3,173 โรง
1.1 โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล จำนวน 673 โรง
- โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 370 โรง
- โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 273 โรง
- โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด จำนวน 30 โรง
1.2 โรงเรียนในฝัน จำนวน 2,500 โรง
- โรงเรียนในฝัน รุ่นที่ 1 จำนวน 921 โรง
- โรงเรียนในฝัน รุ่นที่ 2 จำนวน 865 โรง
- โรงเรียนในฝัน รุ่นที่ 3 จำนวน 714 โรง
กลุ่มที่ 2 โรงเรียนขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพ จำนวน 10,529 โรง
2.1 โรงเรียนที่ผ่านมาตรฐาน จำนวน 4,000 โรง
2.2 โรงเรียนที่ผ่านมาตรฐาน จำนวน 3,000 โรง
2.3 โรงเรียนที่ไม่ผ่านมาตรฐาน จำนวน 3,529 โรง
กลุ่มที่ 3 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ/โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 93 โรง
กลุ่มที่ 4 โรงเรียนยกระดับคุณภาพห้องสมุด จำนวน 18,026 โรง
4.1 โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 3,386 โรง
4.2 โรงเรียนอื่นๆ จำนวน 14,440 โรง
4.3 โรงเรียนอื่นๆ จำนวน 200 โรง
การจัดสรรงบประมาณ
1. หนังสือดีและสื่อการเรียนรู้ดี จำนวน 1,498,120,000 บาท
2. บรรยากาศและสถานที่ดี จำนวน 1,546,634,500 บาท**
3. บรรณารักษ์และกิจกรรมดี จำนวน 32,000,000 บาท
เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 11:31 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้
การจัดการความรู้
ไม่ได้เข้าบล๊อกมานานเลย.....เนื่องจากไปอบรมนะขอรับ( สารพัดเหตุผลที่จะบอก)..อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าช่วงนี้ใกล้สิ้นปีงบประมาณแล้วต้องตรวจสอบการเงิน พัสดุให้เรียบร้อยก่อนนะ.....ส่วน SP2 ก็กำลังมาอีก....พูดถึงแต่ SP2 ,CL มันแปลว่าหยังน้อพี่น้อง.......ข้อสอบนะจะบอกให้ เอาล่ะมาร่วมการจัดการความรู้กันเลยก็แล้วกันเน๊อะ
การจัดการความรู้ ( Knowledge Management )
ความรู้เกิดจากสมองของมนุษย์ได้มีการพัฒนาการมาตั้งแต่เด็กเล็กๆโดยเฉพาะเด็กทีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ จะเป็นวัยที่มีการพัฒนาการทางสมองมากที่สุด
ความรู้ คือสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆลำดับชั้นความรู้ดังนี้
ข้อมูล( Data )-------สารสนเทศ ( Information)---------ความรู้( Knowledge )--------ปัญญา ( Wisdom )
การทำหน้าที่ของสมอง
ซีกซ้าย ทำหน้าที่ ช่วยในการใช้ภาษาพูด การคิดวิเคราะห์ การจัดลำดับก่อนหลัง การเรียนรู้ภาษาและคณิตศาสตร์
ซีกขวา ทำหน้าที่ ช่วยเรื่องภาษา ท่าทาง จินตนาการ ไหวพริบ ความคิดริเริ่ม
ประเภทของความรู้
1. ความรู้ฝังลึก ( Tacit Knowledge ) ความรู้แบบนามธรรม เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ การคิดวิเคราะห์
2. ความรู้ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) ความรู้แบบรูปธรรม เป็นความรู้ที่รวบรวม ถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีการต่างๆเช่นการบันทึก หนังสือ
การจัดการความรู้กับ โมเดลปลาทู
โมเดลปลาทู เป็นโมเดลอย่างง่ายของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้ ( สคส.) ที่เปรียบเทียบการจัดการความรู้เหมือนกับปลาทู ตัวหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. ส่วนหัวปลา ( Knowledge Vision—KV ) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์หรือทิศทางของการจัดการความรู้ โดยก่อนที่จะจัดการความรู้ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเราจะทำ KM เพื่ออะไร
2. ส่วนตัวปลา ( Knowledge Sharing—KS ) หมายถึงส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งจะถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคลและองค์กร
3. ส่วนหางปลา ( Knowledge Assets—KA ) หมายถึงส่วนของคลังความรู้ หรือขุมความรู้ที่อาจเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ
เป้าหมายของการจัดการความรู้
1. พัฒนางาน
2. พัฒนาคน
3. พัฒนาฐานความรู้องค์กรหรือหน่วยงาน
การคิดแบบหมวก 6 ใบ
Edward de Bono ได้ทำการคิดค้นเทคนิคการคิด six thinking hats ขึ้นมาเพื่อเป็นระบบความคิดที่ทำให้ผู้เรียนมีหลักในการจำแนกความคิดออกเป็น 6 ด้าน
1. หมวกสีขาว ใช้คำถามกระตุ้นให้เสนอข้อมูลที่เป็นจริง ข้อเท็จจริง
2. หมวกสีแดง ใช้คำถามกระตุ้นให้เกิดการอธิบายความรู้สึกต่อข้อมูล เรื่องราว เหตุการณ์
3. หมวกสีเหลือง ใช้คำถามกระตุ้นให้ค้นหาข้อดี จุดเด่น ของข้อมูล เรื่องราวเหตุการณ์
4. หมวกสีดำ ใช้คำถามที่ระบุสาเหตุของปัญหา ความไม่สมบูรณ์ ความล้มเหลว
5. หมวกสีเขียว ใช้คำถามที่เสนอแนะวิธีการแก้ไข การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ ทางเลือกใหม่
6. หมวกสีฟ้า ใช้คำถามเพื่อการตัดสินใจหรือสรุปข้อมูล เช่นข้อคิด ความรู้ทีได้รับ
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ( School Based Management : SBM )
ที่มาของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เกิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2545 มาตรา 39 กำหนดให้มีการกระจายอำนาจไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ด้านวิชาการ งบประมาณ งานบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไป
รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
1. รูปแบบที่มีผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก
2. รูปแบบที่มีครูเป็นหลัก
3. รูปแบบที่มีชุมชนเป็นหลัก โรงเรียนสังกัด สพฐ. ใช้รูปแบบนี้
4. รูปแบบที่มีครูและชุมชนเป็นหลัก
หลักของการบริหารจัดการโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน
1. หลักการกระจายอำนาจ สำคัญที่สุด
2. หลักการบริหารตนเอง
3. หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผุ้มีส่วนได้ส่วนเสีย
4. หลักการพัฒนาทั้งระบบ
5. หลักความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
6. หลัการสร้างแรงจูงใจ
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวคราวหน้าจะมาบอก เกี่ยวกับ SP2 จ้า
เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 10:05 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
ห้องเรียนคุณภาพ
วันนี้เรามาศึกษาเกี่ยวกับห้องเรียนคุณภาพ กันนะขอรับ................เผื่อว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการสอบเกี่ยวกับพลวัตร
ห้องเรียนคุณภาพ
องค์ประกอบของห้องเรียนคุณภาพประกอบด้วย
ครู
1. ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
2. การออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน ( BWD )
3. การใช้ ICT เพื่อการสอนและการสนับสนุนการสอน
4. การวิจัยในชั้นเรียน ( CAR )
5. สร้างวินัยเชิงบวก ( Positive Discipline
ผู้บริหารสถานศึกษา
1. ผู้บริหารผู้นำการเปลี่ยนแปลง
2. หลักสูตร
3. ICT โรงเรียน
4. การวางแผนพัฒนาตนเอง( ID Plan)
5. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ในระดับครูผู้สอน จะต้องมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 4 ประการคือ
1. Effective Syllabus : กำหนดหน่วยการเรียนรู้/หลักสูตรระดับรายวิชาที่มีประสิทธิภาพ
2. Effective Lesson Plan : จัดทำแผนการสอน/แผนจัดการเรียนรู้๔ที่มีประสิทธิภาพ
3. Effective Teaching : จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
4. Effective Assessment : วัดและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างวินัยเชิงบวก
การสร้างวินัยเชิงบวก คือ การปฏิบัติต่อเด็กในฐานะผู้ที่กำลังเรียนรู้โดยปราศจากการใช้ความรุนแรงและเคารพในศักดิ์ศรีเป็นแนวทางในการสอนที่ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จให้ความรู้แก่เด็ก และสนับสนุนการเติบโต
สรุปได้ว่าการสร้างวินัยเชิงบวก คือต้อง ปราศจากความรุนแรง มุ่งที่การแก้ปัญหา เคารพในศักดิ์ศรี และอยู่บนหลักของการพัฒนาเด็ก
หลัก 7 ประการของการสร้างวินัยเชิงบวก
1. เคารพศักดิ์ศรีของเด็ก
2. พยายามพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การมีวินัยในตนเอง และบุคลิกลักษณะที่ดี
3. พยายามให้เด็กมีส่วนร่วมมากที่สุด
4. คำนึงถึงความต้องการทางพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็ก
5. คำนึงถึงแรงจูงใจและโลกทัศน์ของเด็ก
6. พยายามให้เกิดความยุติธรรม เท่าเทียมกัน และไม่เลือกปฏิบัติ
7. เสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียวในกลุ่ม
ขั้นตอนของการสร้างวินัยเชิงบวก
1. มีการบรรยายถึงพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น ตอนนี้ครูขอให้ทุกคนเงียบก่อนนะ
2. มีการให้เหตุผลที่ชัดเจน เช่น เราจะเริ่มเรียนคณิตศาสตร์บทใหม่แล้ว ทุกคนต้องตั้งใจฟังนะ ซึ่งหมายความว่าการเงียบโดยเร็วเป็นการเคารพสิทธิผู้อื่น เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่เราอยากให้เขาปฏิบัติต่อเรา
3. ขอให้นักเรียนแสดงอาการรับรู้ เช่น เธอเห็นรึยังว่าทำไมการเงียบก่อนเริ่มเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ แล้วคอยให้นักเรียนแสดงอาการรับรู้และเห็นชอบด้วยก่อนทำอย่างอื่นต่อไป
4. มีการให้รางวัลหรือแสดงความชื่นชมต่อพฤติกรรมที่เหมาะสม เช่น โดยการสบตา พยักหน้า ยิ้มหรือให้เวลาพักเล่นอีกห้านาที การให้คะแนนเพิ่ม ( การได้รับการยอมรับและชื่นชมจากสังคมเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
การวิจัยในชั้นเรียน ( CAR )
CAR : Classroom Action Research
CAR มีขั้นตอนการปฏิบัติอยู่ 4 ขั้นตอน
CAR1 : การวิเคราะห์ผู้เรียน
CAR2 : การประเมินเพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และการสอนของตนเอง
CAR3 : การแก้ปัญหานักเรียน
CAR4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และ ID Plan
การวางแผนพัฒนาตนเอง ( ID Plan )
ID Plan : Individual Development Plan
ID Plan ประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ( ทั่วไป )
ส่วนที่ 2 ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนที่ 3 การพัฒนาตนเองตามสมรรถนะ
สมรรถนะ ( Competency ) แบ่งออกเป็น 2 สมรรถนะ
1. สมรรถนะหลัก ได้แก่
1.1 การมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์
1.2 การบริการที่ดี
1.3 การพัฒนาตนเอง
1.4 การทำงานเป็นทีม
2. สมรรถนะประจำสายงาน ได้แก่
2.1 การวิเคราะห์และสังเคราะห์
2.2 การสื่อสารและการจูงใจ
2.3 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
2.4 การมีวิสัยทัศน์
การออกแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค BWD
การออกแบบ BWD มี 3 ขั้นตอน
1. ต้องการให้เด็กเกิดการเรียนรู้อะไร ( เป้าหมาย )
2. เด็กต้องแสดงความสามารถออกมาในลักษณะใด/มีชิ้นงานอะไร
3. จะมีวิธีจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไร
ICT : Information Communication Technology
การสร้างเครือข่าย
เครือข่าย ( Network ) หมายถึง การประสานงานรูปแบบหนึ่งที่โยงใยการทำงานของกลุ่มบุคคลหรือองค์กรหลายองค์กร ซึ่งมีทรัพยากร มีเป้าหมาย มีกลุ่มสมาชิกของตนเอง ที่มีความคิด มีปัญหา มีความต้องการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกันหรือคล้ายกัน มาติดต่อประสานงานหรือร่วมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองความต้องการในเรื่องนั้นๆโดยยึดหลักการทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกันมากกว่าการเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้มีอำนาจสั่งการ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย กลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการประถมศึกษา และกลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยสามารถยืนหยัดในเวทีโลกบนพื้นฐานของความเป็นไทย
กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับจังหวัด ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับอำเภอ
ภารกิจงาน
1. ส่งเสริมการพัฒนาครูปฐมวัยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานชาติ
2. ส่งเสริมให้โรงเรียนสามารถพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กปฐมวัยให้มีความพร้อมให้มีพัฒนาการครบทุกด้าน ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคมและสติปัญญา
3. ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์อย่างหลากหลาย
4. ส่งเสริม พัฒนาและให้บริการสื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย
5. ส่งเสริมการพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศ การจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. ส่งเสริมสนับสนุนยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
7. พัฒนาระบบติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษาปฐมวัย ให้มีความต่อเนื่องทั่วถึงและมีคุณภาพ
คณะกรรมการบริหารกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย จังหวัด
1. สถานที่ตั้งกลุ่ม โรงเรียนอนุบาลจังหวัด
2. คณะกรรมการบริหารกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย จังหวัด
ประกอบด้วย
1. ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลจังหวัด
2. รองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้เป็นกรรมการตามข้อ 3 ที่ได้รับคัดเลือกกันเอง 2 คน
3. กรรมการ
3.1 ผู้อำนวยการโรงเรียนศูนย์ต้นแบบปฐมวัย
3.2 ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลศูนย์ปฐมวัยประจำอำเภอ
3.3 ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลในจังหวัด เขตละ 1 คน
3.4 หัวหน้ากลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลทุกเขต
4. กรรมการและเลขานุการ หัวหน้าการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลจังหวัด
คณะกรรมการฯมีหน้าที่
1. กำหนดนโยบายแนวทางการส่งเสริมงานวิชาการและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
2. กำกับติดตามการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย
3. กำกับ ติดตามการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่ายฯระดับเขตพื้นที่และอำเภอ
4. ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการกลุ่มเครือข่ายฯระดับเขตพื้นที่และอำเภอ
5. ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด
3. ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย จังหวัด ประกอบด้วย ผุ้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตในจังหวัด ไม่เกิน 10 คนและผู้ทรงคุณวุฒิ มีบทบาทหน้าที่ดังนี้
1. ให้คำปรึกษา ข้อแนะนำ และเชื่อมโยงนโยบายของ สพฐ. ต่อคณะกรรมการกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพและศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ
2. เสนอแนะการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
3. ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบเครือข่ายและร่วมประสานการดำเนินงานพัฒนางานวิชาการ
ระดับเขตพื้นที่การศึกษา
กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย เขตพื้นที่การศึกษา
1. สถานที่ตั้งกลุ่ม โรงเรียนอนุบาลของประธานกรรมการ
2. คณะกรรมการบริหารกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย เขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน ไม่เกิน 15 คน โดยประธานกรรมการอาจแต่งตั้งรองประธานกรรมการหรือผู้ช่วยเลขานุการได้อีกไม่เกินอย่างละ 2 คน
2.1 ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนปฐมวัยที่ได้รับการคัดเลือก
2.2 รองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนปฐมวัยที่ได้รับการคัดเลือก 2 คน
2.3 กรรมการ
2.3.1 ผอ.โรงเรียนศูนย์ปฐมวัยต้นแบบทุกคน
2.3.2 ผอ.โรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอทุกอำเภอ
2.3.3 ศึกษานิเทศก์ ปฐมวัย 1 คน
2.3.4 หัวหน้ากลุ่มนิเทศฯของ สทท.
2.4 กรรมการและเลขานุการ หัวหน้าการศึกษาปฐมวัยของ ร.ร.ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ
คณะกรรมการฯมีหน้าที่
1. กำหนดนโยบายแนวทางการส่งเสริมงานวิชาการและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
2. กำกับติดตามการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย
3. ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการกลุ่มเครือข่ายฯระดับเขตพื้นที่
ระดับอำเภอ
กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย อำเภอ
1. สถานที่ตั้งกลุ่ม โรงเรียนอนุบาลอำเภอ
2. คณะกรรมการบริหารกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย อำเภอ ประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน ไม่เกิน 15 คน โดยประธานกรรมการอาจแต่งตั้งรองประธานกรรมการหรือผู้ช่วยเลขานุการได้อีกไม่เกินอย่างละ 2 คน
2.1 ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลต้นแบบ
2.2 รองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนปฐมวัยที่ได้รับการคัดเลือก ไม่เกิน 2 คน
2.3 กรรมการ
2.3.1 ผอ.โรงเรียนปฐมวัยประจำอำเภอ
2.3.2 ผอ.โรงเรียนปฐมวัยทั่วไป
2.3.3 ศึกษานิเทศก์ ที่รับผิดชอบพื้นที่นิเทศในอำเภอ
2.4 กรรมการและเลขานุการ หัวหน้าการศึกษาปฐมวัยของ ร.ร.ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ
คณะกรรมการฯมีหน้าที่
1. กำหนดนโยบายแนวทางการส่งเสริมงานวิชาการและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
2. กำกับติดตามการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย
3. ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการกลุ่มเครือข่ายฯระดับอำเภอ
กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการประถมศึกษา จังหวัด
คณะกรรมการบริหารกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการประถมศึกษา จังหวัด
ประกอบด้วย
1. ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมที่ได้รับเลือกตั้ง( จากผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดนั้น สำหรับวาระแรกที่เริ่มจัดตั้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการเพื่อการวิจัยและพัฒนารูปแบบก่อนโดยไม่ต้องเลือกตั้ง )
2. รองประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาที่ได้รับการเลือกตั้ง ( ไม่น้อยกว่า 2 คน )
3. กรรมการ
3.1 ผู้บริหารโรงเรียนตัวแทนโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดละ 1 คน จากทุกเขต โดยขนาดของโรงเรียนใช้ใช้เกณฑ์จำนวนนักเรียนเฉพาะชั้นประถมศึกษา ( ช่วงชั้นที่ 1 – 2 ) ในแต่ละโรงเรียนเป็นหลักการกำหนดขนาด กล่าวคือ นักเรียนประถมศึกษา 500 – 1,000 คน จัดเป็นขนาดกลาง ( กรณีที่จังหวัดนั้นมีโรงเรียนไม่ครบทุกขนาดให้อนุโลมพิจารณาจากโรงเรียนที่มีความเหมาะสมแทนขนาดที่ขาดและกรณีที่จังหวัดที่มี 1 เขต ให้มีตัวแทน โรงเรียนขนาดละ 2 คน )
3.2 หัวหน้ากลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล ทุกเขตและตัวแทนครูเขตละ 1 คน ( กรณีจังหวัดที่มี 1 เขต ให้มีตัวแทนครู 2 คน )
4. กรรมการและเลขานุการ
4.1 ผู้บริหารโรงเรียนที่ประธานเลือก กรรมการและเลขานุการ
4.2 รองผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
4.3 ศึกษานิเทศก์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
** กรรมการมีวาระคราวละ 2 ปีงบประมาณ ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระแต่งตั้งโดยท่านเลขาธิการ กพฐ.
คณะกรรมการศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้.....................จังหวัด
ประกอบด้วย
1. ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก
2. รองประธานกรรมการ ผอ.โรงเรียนที่เป็นศูนย์ของเขตและไม่ได้อยู่ในเขตของประธานศูนย์ ( ถ้ามี 1 เขต ผอ.โรงเรียน 2 คน )
3. กรรมการ
3.1 รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียนที่เป็นประธาน
3.2 หัวหน้ากลุ่มสาระ เขตละ 3 คน
3.3 ตัวแทนศึกษานิเทศก์เขตละ 1 คน ( หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเขต )
4. กรรมการและเลขานุการ หัวหน้ากลุ่มสาระของโรงเรียนที่เป็นประธาน
5. กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ครูในกลุ่มสาระของโรงเรียนที่เป็นประธาน
คณะกรรมการศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้.....................เขตพื้นที่การศึกษา
ประกอบด้วย
1. ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือก
2. รองประธานกรรมการ ผอ.โรงเรียนประถมศึกษาในเขต
3. กรรมการ
3.1 รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียนที่เป็นประธาน
3.2 หัวหน้ากลุ่มสาระของโรงเรียนในเขตฯที่มีความเหมาะสม
3.3 ตัวแทนศึกษานิเทศก์เขตละ 1 คน ( หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเขต )
4. กรรมการและเลขานุการ หัวหน้ากลุ่มสาระของโรงเรียนที่เป็นประธาน
5. กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ครูในกลุ่มสาระของโรงเรียนที่เป็นประธาน
** คณะกรรมการศูนย์พัฒนา ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ + 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน + ศูนย์พัฒนาการศึกษาพิเศษ + อื่นๆตามความเหมาะสมโดยประธานคณะกรรมการกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพประถมศึกษาจังหวัด
เป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านแล้วพอจะเข้าใจบ้างใหม่น้า..........พบกันใหม่....
เขียนโดย ครูสุโขทัย ที่ 20:33 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้
ศักดิ์ของกฎหมายและเศรษฐกิจพอเพียง
ครูสุโขทัย ขอนำความรอบรู้ทั่วไป...ให้ทุกท่านได้อ่านเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับพลวัตรต่างๆจ้า...........
รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งกำหนดรูปแบบและหลักการในการจัดระเบียบการปกครอง การใช้อำนาจของผู้ปกครอง การสืบต่ออำนาจ ขอบเขตหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
การบัญญัติกฎหมาย
กฎหมายคือ ข้อบังคับของรัฐที่กำหนดความประพฤติของคนในสังคม
พระราชบัญญัติ คือกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาและอนุมัติ โดยรัฐสภาหรือองค์กรที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการประกาศใช้ และเมื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ถือว่ามีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์
พระราชกำหนด คือกฏหมายที่พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารตราขึ้นใช้บังคับตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ในทางปฏิบัติ พระราชกำหนดก็คือกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี พระราชกำหนดจะออกได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
พระราชกฤษฏีกา คือกฎหมายลำดับรองที่พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารทรงตราขึ้นใช้บังคับตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในทางพฤตินัย พระราชกฤษฏีกาก็คือกฎหมายแม่บทภายในขอบเขตที่กฏหมายแม่บทได้ให้อำนาจไว้ พระราชกฤษฏีกาจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภาไม่ว่าก่อนหรือหลังการประกาศใช้
ศักดิ์ของกฎหมาย ( Hierarchy of Low ) โดยมีลำดับชั้นจากสูงสุดไปต่ำสุด ดังนี้คือ
1. รัฐธรรมนูญ
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด
3. พระราชกฤษฏีกา
4. กฎกระทรวง
5. ข้อบัญญัติหรือข้อบังคับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แนวพระราชดำริ
การดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการดำเนินงานที่มุ่งพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกรทั่วไป โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา โดยมีโครงการต่างๆมากมาย
1. โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการซึ่งทรงศึกษาทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ ทรงศึกษา หารือกับผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาต่างๆทรงแสวงหาวิธีทดลอง ปฏิบัติ ทรงพัฒนาส่งเสริมและแก้ไขดัดแปลงวิธีการ ในช่วงระยะหนึ่งเพื่อพัฒนาดูแลผลผลิตทั้งในและนอกพระราชฐาน
2. โครงการหลวง เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาชาวไทยภูเขาให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำเค็ญได้ด้วยวิธีการปลูกพืชทดแทนฝิ่น และให้ละเลิกการตัดไม้ทำลายป่า มาสู่วิถีเกษตรรูปแบบใหม่ที่ทำให้มีรายได้ยิ่งขึ้น
3. โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ หมายถึง โครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อแนะนำแนวพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการด้วยกำลังเงิน กำลังปัญญาและกำลังแรงงาน พร้อมทั้งการติดตามผลงานให้ต่อเนื่องโดยภาคเอกชน
4. โครงการตามพระราชดำริ หมายถึงโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินร่วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาลในแนวทางปัจจุบันเรียกว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียง ( Sufficiency Economy )
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ถึงระดับประเทศ โดยเน้นการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง
ความหมายของคำว่าพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน ในตัวที่ดีพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง 2 เงื่อนไข
3 ห่วง
1. ความพอประมาณ ความพอดีที่ไม่น้อยและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
2. ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล
3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ
2 เงื่อนไข
1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการที่เกี่ยวข้อง ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณา
2. เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และความอดทนมีความเพียรใช้สติปัญญา
ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่
1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีงานหลักคือ ทำการค้นคว้าทดลองและสาธิตเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นค้นสภาพและใช้ทำมาหากินได้
2. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี ทำการศึกษาพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งและการประมง
3. ศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จังหวัดจันทบุรี ทำการศึกษาการพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งและการประมง
4. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯจังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาพัฒนาและค้นคว้าวิจัยเรื่องป่าไม้เสื่อมโทรม และการพัฒนาพื้นที่ต้นนำลำธารเพื่อประโยชน์ทางเกษตรกรรมและการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่พื้นผิวดิน
5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาวิจัยดินพร