ต้องหัดตั้งสมมติฐานให้บ่อย อย่าไปหลับหูหลับตาเชื่อคนอื่นให้ไวนัก (ต้องไปศึกษาหลัก "กาลามสูตร" ให้ดี)

หลัก "กาลามสูตร" นี้ไม่ใช่สอนให้เราเป็นคนหัวรั้น แต่สอนให้เรารู้จักเป็นคน "มีเหตุ มีผล" และเหตุผลนั้นจักต้องเกิดขึ้นจากเรา จากการกระทำของเรา จากการพิสูจน์ของเรา

เหตุผลที่ดีไม่ใช่เหตุผลที่คนอื่นไปทำแล้วเขาแค่มา "บอก" เรา

คนเราชอบอะไร หรือหวังผลประโยชน์อะไรเขาก็จะเอาสิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาหวังว่าบอกแล้วได้ประโยชน์ในทุกแง่ ทุกมุม ทุกด้านมาบอกกับเรา

บางครั้งเขาบอกเรา สอนเราก็เพียงเพื่อให้เรานับถือศรัทธาเขา สิ่งใดบอกเราแล้ว (ถึงแม้นว่าดี) แต่ทำให้เราเสื่อมศรัทธาจากเขา เขาก็จะไม่บอกเรา

การวิจัยสอนให้เราไม่เป็นคนเชื่อคนง่าย หัดใช้การตั้งสมมติฐานเพื่อพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ที่เขาบอกเรา หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ใครต่อใครเขาพูดกัน

ทำวิจัยบ่อย ๆ ค้นหาอะไรให้มาก เราจะเป็นคนที่หนักแน่นขึ้น ความมั่นใจในตัวเองจะมากขึ้น

การฟังคนอื่นบ่อย ๆ ทำให้เราอ่อนแอ เขาไม่บอกเราก็ทำอะไรไม่เป็น

การวิจัยในชั้นเรียนก็เป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน ถ้าอาจารย์เอาแต่สอน แต่บอกนักเรียน นักเรียนก็ทำอะไรไม่เป็น แล้วมิหนำซ้ำยังบอกนักเรียนอีกว่าต้องเชื่อครู เชื่ออาจารย์ อาจารย์อาบน้ำร้อนมาก่อน เธอเป็นเด็ก ชั้นเป็นผู้ใหญ่ เธอเป็นนักเรียน ชั้นเป็นอาจารย์ ครูบอกไม่เชื่อครูเหรอ คนไทยเรามักสอนกันอย่างนี้

การวิจัยในชั้นเรียนยังสามารถทำลายอัตตาตัวตนของครูได้อย่างมากอีกด้วย เพราะทำให้ครูได้มีโอกาสฟังนักเรียน ให้โอกาสนักเรียนได้ทำในสิ่งที่ครูเคยคิดว่า "เด็กโง่" ทำไม่ได้หรอก

การพูด การสอน การบอก ที่นิยมใช้ในห้องเรียนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้นได้ผลจริงไหม ก็ลองใช้ "ใจ" ไตร่ตรองและคิดดู...