3. แมวเก็บโฉนดที่ดินได้ฉบับหนึ่ง เป็นโฉนดที่ดินของเสือ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 แมวได้หลอกลวงหมูว่าตนเองคือเสือ เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าว ตนมีความประสงค์จะขายที่ดินแปลงนี้ให้หมูในราคาพิเศษถูกกว่าราคาทั่วไป เพราะตนกำลังเดือดร้อนเงิน หมูเห็นว่าที่ดินแปลงนี้น่าสนใจ อยู่ในชุมชนและราคาไม่แพงมาก จึงตกลงซื้อในราคาหนึ่งล้านบาท โดยวางมัดจำไว้สองแสนบาท ทั้งคู่นัดจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินในภายหลัง

ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2541 หมูไปงานวันปีใหม่ และได้ทราบความจริงว่าผู้ที่นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายให้ตน ไม่ใช่เสือแต่เป็นแมว ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน หมูจึงต้องการบอกเลิกสัญญาเพื่อเรียกเงินมัดจำคืน แต่ก็ตามหาแมวไม่พบและด้วยธุรกิจที่มีอยู่มากมายทำให้หมูลืมเรื่องนี้ไป จนกระทั่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 หมูพบตัวแมว ดังนี้ หมูจะขอเลิกสัญญาซื้อขายที่ได้ทำไว้กับแมวและจะเรียกเงินมัดจำคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ประเด็นปัญหา

1. จากโจทย์ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ แมวเก็บโฉนดที่ดินของเสือได้ แล้วนำไปหลอกลวงหมูว่าตนเองคือเสือ เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินมีความประสงค์จะขายที่ดินแปลงนี้ให้ หมูตกลงซื้อในราคาหนึ่งล้านบาท โดยวางมัดจำไว้สองแสนบาท และจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินในภายหลัง ดังนั้นสัญญาการซื้อขายนี้สมบูรณ์หรือไม่

2. ต่อมาในวันที่ 1 มกราคม 2541 หมูได้ทราบความจริงว่าผู้ที่นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาขายให้ตนไม่ใช่เสือแต่เป็นแมว จึงต้องการบอกเลิกสัญญาเพื่อเรียกเงินมัดจำคืน หมูจะขอเลิกสัญญาซื้อขายที่ได้ทำไว้กับแมวและจะเรียกเงินมัดจำคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

3. ตามประเด็นปัญหาที่สองหมูตามหาแมวเพื่อบอกเลิกสัญญาแต่ไม่พบและทำให้ลืมเรื่องจะขอเลิกสัญญาซื้อขายนี้ไปจนกระทั่งหมูพบตัวแมววันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 หมูจะขอเลิกสัญญาซื้อขายที่ได้ทำไว้กับแมวและจะเรียกเงินมัดจำคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

หลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้วางหลักกฎหมายพอที่จะนำมาใช้อ้างอิงประกอบการพิจารณากรณีตามโจทย์ ได้ดังนี้.-

1. การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ

ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่งได้แก่ ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมเป็นต้น

วินิจฉัย (ปรับข้อเท็จจริงกับหลักกฎหมาย)

ตามโจทย์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2540 แมวเก็บโฉนดที่ดินของเสือได้ แล้วนำไปหลอกขายให้หมู โดยอ้างว่าตนเองคือเสือ เป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน มีความประสงค์จะขายที่ดินแปลงนี้ หมูเชื่อจึงตกลงซื้อที่ดินในราคาหนึ่งล้านบาท และวางมัดจำไว้สองแสนบาท โดยตกลงว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินในภายหลัง การที่แมวอ้างว่าตนเป็นเสือและเป็นเจ้าของโฉนดต้องการขายที่ดินให้กับหมู ทำให้หมูเข้าใจผิดว่าแมวคือเสือเจ้าของโฉนดที่ดินจึงตกลงจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว นิติกรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นการทำนิติกรรมที่หมูสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม จึงมีสภาพเป็นโมฆะ ตั้งแต่แรกเริ่ม

ต่อมาภายหลังคือเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2541 หมูทราบความจริงว่าผู้ที่ทำนิติกรรมขายที่ดินให้ตนคือแมวไม่ใช่เสือและต้องการบอกเลิกสัญญาเพื่อเรียกเงินมัดจำคืน ย่อมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้เพราะนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่แรกเริ่ม

แต่หมูตามหาแมวไม่พบจึงลืมเรื่องที่จะบอกเลิกสัญญาซื้อขาย จนกระทั่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ได้พบกันอีกครั้ง หมูจะขอเลิกสัญญาซื้อขายที่ได้ทำไว้กับแมวและจะเรียกเงินมัดจำคืนได้ก็สามารถบอกเลิกและเรียกเงินมัดจำคืนจากแมวได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นการทำนิติกรรมที่เป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอายุความในการบอกเลิก

สรุป

คำตอบสามารถบอกเลิกและเรียกเงินมัดจำคืนจากแมวได้ เพราะสัญญาซื้อขายเป็นการทำนิติกรรมที่เป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น

4. อึ่งอ่างขอกู้ยืมเงินจากกบจำนวนสองหมื่นบาท จะชำระคืนภายในหกเดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสองต่อเดือน กบตกลงให้ยืมเพราะรู้จักกันและคบกับเป็นเพื่อนมาก่อน การให้ก็ยืมเงินนี้ทำด้วยวาจาไม่ได้มีการเซ็นสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือแต่อย่างได แต่ในวันดังกล่าวเขียดและลูกน้ำได้รับรู้เป็นสักขีพยาน

ก่อนถึงกำหนดชำระคืนประมาณ 2 สัปดาห์ อึ่งอ่างได้โทรศัพท์มาหากบเพื่อขอผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไป 30 วัน แต่ไม่พบกบ อึ่งอ่างจึงเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้กบ ดังที่ปรากฏ

ปรากฏว่ากบไม่ยอมผ่อนเวลาให้อึ่งอ่าง เพราะตนเองก็มีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน

ท่านเห็นว่ากบจะฟ้องร้องเรียกเงินที่ให้อึ่งอ่างกู้ยืมไปคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ประเด็นปัญหา

จากโจทย์ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ

1. อึ่งอ่างกู้ยืมเงินจากกบจำนวนสองหมื่นบาท จะชำระคืนภายในหกเดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสองต่อเดือน ด้วยวาจา โดยมีเขียดและลูกน้ำเป็นสักขีพยานโดยไม่มีการเซ็นสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ นั้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์หรือไม่ และสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใด

2. ต่อมาอึ่งอ่างได้โทรศัพท์มาขอผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไป 30 วัน แต่ไม่พบกบ อึ่งอ่างจึงเขียนโน้ตทิ้งไว้ ปรากฏว่ากบไม่ยอมผ่อนเวลาให้อึ่งอ่าง เพราะมีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินเช่นกัน กบจะฟ้องร้องเรียกเงินที่ให้อึ่งอ่างกู้ยืมไปคืนได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักกฎหมายที่พอจะนำมาประกอบการพิจารณาตามโจทย์ ได้ดังนี้.-

1.) การกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาท ขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว (มาตรา 653)

2.) ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี (มาตรา 654)

3.) พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475

“การเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดและมีโทษจำคุกไม่เกิน 1ปี ปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (มาตรา 3)

วินิจฉัย (ปรับข้อเท็จจริงกับหลักกฎหมาย)

จากโจทย์ อึ่งอ่างขอกู้ยืมเงินจากกบจำนวนสองหมื่นบาท โดยมีกำหนดจะชำระคืนภายในหกเดือนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสองต่อเดือน (2 x 12 = 24 เท่ากับร้อยละ 24 ต่อปี ) ซึ่งกบก็ตกลงให้ยืม การยืมเงิน

กระทำเป็นวาจาไม่ได้มีการเซ็นสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือแต่อย่างได โดยมีเขียดและลูกน้ำร่วมรับรู้เป็นสักขีพยาน แต่ตามหลักกฎหมายแล้วการกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งและลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีมิได้ ( ตามหลักกฎหมาย 1.) ) แม้ว่าในการกู้ยืมนั้นจะมีเขียดและลูกน้ำรับรู้เป็นสักขีพยานก็ตาม และการที่นายอึ่งอ่างเสนอให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมร้อยละสองต่อเดือนหรือร้อยละ 24 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้คือไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งตามหลักกฎหมายกำหนดไว้ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเหลือร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นการกู้ยืมเงินระหว่างอึ่งอ่างกับกบนั้นมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่สัญญา แม้ว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีมิได้ แต่กฎหมายก็มิได้ระบุว่าให้การกู้ยืมนั้นเป็นโมฆะแต่ประการใด ดังนั้นอึ่งอ่างจึงยังต้องชดใช้เงินกู้คืนให้แก่กบ แต่กบก็จะไม่สามารถฟ้องให้บังคับคดีได้เพราะขาดหลักฐานสำหรับฟ้องคดี

ต่อมาก่อนครบกำหนดชำระเงินกู้คืนประมาณ 2 สัปดาห์ อึ่งอ่างได้โทรศัพท์มาหากบเพื่อขอผ่อนเวลาชำระหนี้ออกไป แต่ไม่พบกบ อึ่งอ่างจึงเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้กบบอกว่า “ ตอนนี้มีปัญหามาก หาเงินไม่ทัน ให้เวลาผมอีก 30 วัน จะคืนให้ทั้งต้นและดอก รับรองไม่เบี้ยว” ลงชื่ออึ่งอ่าง ซึ่งจากโน้ตฉบับนี้ทำให้กบแก้ปัญหาการขาดหลักฐานสำหรับฟ้องแล้ว ประเด็นต่อมาเมื่อกบไม่ยินยอมผ่อนเวลาให้อึ่งอ่างเพราะตนเองก็จำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้นกบจึงสามารถนำโน้ตที่อึ่งอ่างเขียนฝากไว้ให้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่ลงลายมือชื่อผู้กู้รับรองไว้ ตามหลักกฎหมายที่ว่า “ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

สรุปว่า

กบสามารถฟ้องเรียกเงินเรียกเงินที่ให้อึ่งอ่างกู้ยืมไปคืนได้ เพราะว่าในการให้อึ่งอ่างยืมเงินครั้งแรกโดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้นั้น แม้จะไม่สามารถฟ้องให้บังคับคดีตามหลักกฎหมายได้ แต่การกู้ยืมก็มิได้เป็นโมฆะเพียงแต่ขาดหลักฐานสำหรับฟ้องเท่านั้น เมื่อต่อมาภายหลังอึ่งอ่างได้เขียนโน้ตรับว่าจะชำระหนี้ให้แต่ขอผ่อนเวลาออกไป 30 วัน จึงกลายเป็นหลักฐานสำหรับฟ้องให้กับกบเมื่อกบไม่ยินยอมผ่อนเวลาให้ก็สามารถนำโน้ตไปยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้บังคับคดีได้ทันทีเมื่อครบกำหนดชำระหนี้