โรครากเน่าโคนเน่า (Sclerotium wilt)
โรคนี้มักเกิดในดินที่ขาดแคลนอินทรีย์วัตถุ ดินที่เป็นกรดจัด หรือดินที่เป็นดินเหนียว เนื่องจากเชื้อสาเหตุของโรค คือ Sclerotium sp. นั้นสามารถเจริญได้ดีในดินดังที่กล่าวมานี้
อาการ
พริกจะแสดงอาการเหี่ยวอย่างรวดเร็วและมักตายโดยไม่แสดงอาการใบเหลือง อาการเหมือนการขาดน้ำ เนื่องจากท่อน้ำท่ออาหารและรากถูกทำลาย การจะสังเกตุพริกว่าเป็นโรครากเน่าโคนเน่าหรือไม่ ให้ดูที่พื้นดินบริเวณโคนต้นและที่โคนต้นพริก จะเห็นเส้นใยสีขาวเจริญอยู่ที่บริเวณพื้นดินหรือที่โคนต้นอย่างชัดเจน (รูปที่ 2 และ 3) บางครั้งอาจมีสปอร์ลักษณะคล้ายเม็ดผักกาดที่บริเวณพื้นดินใกล้โคนต้นพริกด้วย (รูปที่ 2 และ 4) และถ้าแกะเปลือกที่โคนต้นพริกออกจะเห็นท่อน้ำท่ออาหารไม่เป็นสีน้ำน้ำตาลเหมือนโรคเหี่ยวเหลือง และถ้าเอามีดหั่นเฉียงที่โคนต้นดูเนื้อไม้จะเห็นเป็นสีขาว หรือเทาอ่อน ๆ เท่านั้น
ต้นพริกที่เป็นโรครากเน่าโคนเน่า Sclerotium wilt
ลักษณะเส้นใยและสปอร์ที่เชื้อรา Sclerotium sp. สร้างขึ้นที่พื้นดินบริเวณโคนต้น
ลักษณะเส้นใยที่เชื้อรา Sclerotium sp. สร้างขึ้นที่บริเวณโคนต้น
ลักษณะของท่อน้ำท่ออาหารของพริกที่เป็นโรครากเน่าโคนเน่า จะไม่เป็นสีน้ำตาลเหมือนกับโรคเหี่ยวเหลือง
การป้องกันกำจัด
1. ไถดินตากแดดเพื่อกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช (ในดินที่มีการเพาะปลูกติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ค่อยได้ใส่ปุ๋ยคอก - ปุ๋ยหมัก และไม่ได้มีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา)
2. ปรับปรุงโครงสร้างของดินด้วยปุ๋ยคอก - ปุ๋ยหมัก เพื่อให้รากพืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีและดูดอาหารอย่างเต็มที่ สร้างความต้านทานให้ต้นพริก
3. ปรับปรุงโครงสร้างทางเคมีของดิน (pH) โดยใช้ปูนขาวให้ได้ประมาณ 6.3 - 6.8 เพื่อให้พืชสามารถดูดอาหารได้อย่าสมดุลย์
4. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มารองก้นหลุมพร้อมปลูกเพื่อป้องกันเชื้อราสาเหตุ โรครากเน่าโคนเน่า และหลังจากปลูกอีกครั้งเมื่ออายุพริกได้ประมาณ 2 - 2 1/2 เดือน (เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถใช้ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าของพริกได้อย่างดีมาก และเห็นผลแม้จะใส่เพียงแค่ฤดปลูกูแรกเท่านั้น)
5. เมื่อเจอต้นที่เป็นโรคให้ถอนไปเผาทำลายในทันที ใช้น้ำปูนขาวราดบริเวณหลุมปลูกที่อยู่รอบ ๆ โดยใช้ปูนขาวอัตราส่วนประมาณ 5 กำมือผสมน้ำ 5 ลิตร ราดให้ทั่วเพื่อฆ่าเชื้อโรค พร้อมทั้งขุดดินบริเวณหลุมที่เป็นโรคตากแดดและโรยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อรา