ขอขอบคุณ คุณขจิต ฝอยทอง มากๆ นะครับ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้กระตุ้นให้เขียนบ่อยๆ ก็จะพยายามเขียนตามความรู้ ความเข้าใจ กำลังสติปัญญาและโอกาสครับ

        เอาละครับ วันนี้ขอคุยต่อเรื่อง "การจัดการความรู้สำหรับคนงานยุคใหม่: การคิดใหม่ทำใหม่ด้วยวิธีการที่มีภาวะผู้นำ" อ้างจากคุณ ดาริล กรีน (Knowledge Management for a Postmodern Workforce: Rethinking Leadership Styles in the Public Sector: DARYL GREEN)

        หัวใจ ของการ  จัดการความรู้ ตามทฤษฏีหรือวิธีการของสังคมยุคใหม่ เชื่อกันว่า จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการทำงานหรือนำมาใช้แทนที่แนวคิดการทำงานแบบหมู่คน, หมู่ทหารหรือทฤษฎีเพื่อนร่วมงาน (cohorts) ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างและความตึงเครียดในที่ทำงาน อันเนื่องมาจากคนที่ทำงานมีอายุ ความรู้ ประสบการณ์ ความคิดและความเชื่อต่างหันมาทำงานอยู่ด้วยกัน ความแตกต่างบ่อยครั้งนำมาซึ่งความไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย ขัดแย้งกันในที่สุด  แต่ถ้าคิดในเชิงบวก (positive thinking) ความแตกต่าง อาจกลายเป็น กุญแจสู่ความสำเร็จ ถ้าทุกคนเปิดใจทำความรู้จักกับคนทุกรุ่นให้ลึกซึ้ง ก็จะได้พบที่ทำงานใหม่ที่งดงาม หลากหลาย ก็จะเห็นความแตกต่างที่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก และเลือกสื่อสารกับแต่ละกลุ่มได้เหมาะๆ ก็จะได้สิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง

รุ่นลายคราม : คือ คนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2498

        คนรุ่นลายคราม ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้บริหารหรือเป็นเจ้าหน้าที่วัยใกล้เกษียณ คนรุ่นนี้จะมีผู้คนนับถือ อันเนื่องมาจากประสบการณ์การทำงานยาวนาน คนรุ่นนี้เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ จึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรจำกัด ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้ สู้งานหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด และมีความซื่อสัตย์ต่อหน่วยงานหรือองค์กรสูง 
  
 รุ่นเพิ่มจำนวนประชากร
 (Baby Boom) คือ คนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2499 – 2507

        คนที่เกิดหลังสงคราม บ้านเมืองย่างเข้าสู่ความสงบ การคุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจำนวนมาก (Baby Boom) ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้มีงานทำ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรม คนรุ่นนี้ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น เป็นวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์
        คนที่เป็นลูกจ้าง จะเคยชินกับการพิสูจน์ตัวเอง ให้ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างยอมรับศักยภาพ การก้าวสู่ตำแหน่งสูงนั้นต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง

 

 

รุ่นที่ทรัพย์สมบัติจากบิดามารดาจัดไว้ให้ บริโภคนิยมเต็มตัวและไม่ใส่ใจใคร มีแนวทางเป็นของตนเอง เชื่อมั่นในตนเองสูง สภาพของที่อยู่อาศัยเปลี่ยนเป็นชุมชนเมืองอย่างเต็มตัว
(Generation–X) คนที่เกิดช่วงปี พ.ศ.2508 – 2523

        คนรุ่นนี้  ลืมตาดูโลกในช่วงที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สำเร็จ ของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่นจึงไม่ใช่ม้าโยกและตุ๊กตาหมีอีกต่อไป แต่เป็นวิดีโอเกม เกมกด และวอคแมน เติบโตมาในยุครอยต่อของ Analog กับ Digital อยู่กับเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ   แต่บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทางวัตถุ ทำให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน ความซื่อสัตย์ต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จางหายไปมาก มีการลาออกและเปลี่ยนงานง่ายๆ คนรู่นเพิ่มประชากรไม่ค่อยเกี่ยงทำโอทีจนดึกดื่น และแปลกใจที่คนรุ่นสังคมเมืองปฏิเสธทำงานล่วงเวลา หรือลาออกไปหางานใหม่ง่ายๆ ถ้าไม่พอใจ เพราะคนรุ่นนี้เชื่อว่า งานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

 

 

รุ่นบริโภคแห่งความหวัง คือ (Gen M or Generation of Hope) ผู้ใหญ่หวังว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่ตนทำในอดีต   บุคคลกลุ่มอายุนี้จะให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ไม่ชอบเป็นลูกจ้าง อยากเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก มีแนวทางและอิสระเป็นของตัวเองชัดเจน ชอบดู Channel V, MTV Millennium: คนที่เกิดปี พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา

        คนรุ่นนี้ เป็นคนหน้าใหม่ไฟแรง แต่ยังอ่อนประสบการณ์ บางทียังเรียนไม่จบ แต่มีแผนเรียนต่อ คนรุ่นนี้โตมากับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสำคัญกับการคิดมากกว่าการจำ พ่อแม่ที่มีความรู้สูง ให้การสนับสนุนให้เสริมทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และชอบทำงานเป็นทีม แต่ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และเงื่อนไข ขณะที่คน Gen-X เปลี่ยนงานหลายครั้งเพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูง รับเงินเดือนเป็นแสน แต่คน Gen-M พอใจที่จะลาออกไปเริ่มธุรกิจใหม่ขนาดเล็กของตัวเองมากกว่า 
  
การปิดช่องว่างระหว่างวัย
         เมื่อเข้าใจ ค่านิยม ในชีวิต ก็สามารถปิดช่องว่างได้


เครื่องมือปิดช่องว่าระหว่างวัย 3 ขั้น
1. เข้าใจความแตกต่าง
ยอมรับว่า คนถูกหล่อหลอม มีความเชื่อ ทัศนคติไม่เหมือนกัน เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
2. มองส่วนดี มองหาแต่จุดเด่นของคนแต่ละรุ่น แต่ละกลุ่มให้พบ
3. จัดการกับความแตกต่าง
ใช้วิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย

 

วิธีการทำงานกับกลุ่มสหสาขา 

ทำงานกับรุ่นลายคราม
        ให้เกียรติ เคารพ เมื่อให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติตอบ ถ้ามีตำแหน่งสูงกว่าแสดงความชื่นชมการเป็นหลักขององค์การ รับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ การต่อสู้ ความพากเพียรในการทำงานจน ผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ในอดีต เพราะนั้นคือ สิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มี อย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือ หมาล่าเนื้อ แต่การที่พวกเขาทำงานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะเขา เชื่อในคุณค่าของความมั่นคง และความซื่อสัตย์สุดๆ ต่อองค์กร

การทำงานกับรุ่น (Gen-B) 
        แสดงความนับถือ รับฟังและเรียนรู้ประสบการณ์ของ (Gen-B) แล้วปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่าลืมว่า จะเก่งกาจแค่ไหนหรือประสบความสำเร็จเพียงใด ก็ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนัก คือ การถูกเอาเปรียบ เพราะ (Gen-B) ให้ความสำคัญกับการทำงาน ยึดวัฒนธรรมองค์การ และให้คุณค่ากับการทำงานอย่างทุ่มเทเสมอ หากทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ที่บริหารโดย (Gen-B) ควรเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรว่า มีความเป็นมาอย่างไร ก่อนเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

วิธีการทำงานกับ (Gen–X) 
       
พูดให้กระชับ ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม เพราะ Gen–X ตรงไปตรงมา ใช้ Email กับกลุ่มนี้ได้ หากสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่ควรพูดต่อหน้า เพราะ Gen–X ไม่ชอบถูกบงการ ให้นโยบายกว้าง ๆ เปิดโอกาสให้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด 
        Gen-B ควรลดความคาดหวังต่อ Gen–X ในการทำงานหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้า ๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Gen–X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่กับที่

 


วิธีการทำงานกับกลุ่ม Gen-M
         ท้าทายด้วยภารกิจใหม่ ๆ เขาจะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบเหมือนให้คำชม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ให้เป็นส่วนหนึ่งในทีม ยอมรับความคิดเขา ก็จะได้รับการยอมรับเช่นกัน Gen-M ชอบแสดงออกต่อสิ่งที่ทำ ความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อเขามาก 
 
         เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้หรือเปลี่ยนได้ยาก แต่เราสามารถปรับตัวเราและเข้าใจคนอื่นๆ ได้ทุกอย่างก็จะลงตัวและดำเนินการต่อไปได้