เพิ่มเติมข่าวการละเมิดลิขสิทธิ์เทคโนโลยี

จาก http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000024673

ศาลตัดสินแคนนอนอ่วมคดีละเมิดไลเซนต์SED

2มี.ค.50

ผลพวงของการที่บริษัทแคนนอนถูกฟ้องร้องโดยบริษัทไอทีนาม Nano-Proprietary ว่ากระทำการละเมิดลิขสิทธิ์เทคโนโลยีของทางบริษัท อาจส่งผลกระทบถึงผลประกอบการโดยรวมของแคนนอนแล้ว ล่าสุดบริษัท Nano-Proprietary อาจทำเงินจากการฟ้องร้องครั้งนี้ได้มากถึงเจ็ดหลัก (หน่วยเป็นเงินเหรียญสหรัฐ) เลยทีเดียว
       
       โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลในสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งให้แคนนอนหยุดการแชร์เทคโนโลยีด้านจอแสดงผลกับทางโตชิบา เนื่องจากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท Nano-Proprietary เนื่องจากแคนนอนอ้างว่ากิจการร่วมค้าระหว่างแคนนอนและโตชิบาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแคนนอน บริษัทจึงมีสิทธิที่จะแชร์เทคโนโลยีดังกล่าวได้ และนำมาซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวจากบริษัท Nano-Proprietary พร้อมกันนี้ ทาง Nano-Proprietary ยังอ้างกับศาลด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่แคนนอนจะเปิดเผยเทคโนโลยีดังกล่าวให้บริษัทร่วมค้าอย่างโตชิบาทราบไปแล้วก็เป็นได้
       
       ผลคำตัดสินดังกล่าวค่อนข้างจะสร้างปัญหาให้กับแคนนอนอย่างมาก อีกทั้งยังสร้างบาดแผลด้านภาพพจน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ด้วย เนื่องจากแคนนอนเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อีกทั้งยังมีผลประกอบการที่ดีมาก และยังถือครองลิขสิทธิ์ต่าง ๆ มากเป็นอันดับสามของบริษัทที่เปิดทำการในสหรัฐอเมริกาด้วย
       
       นายปีเตอร์ ก็อดวิน นักกฎหมายจากเฮอร์เบิร์ท สมิธกล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ผิดปกติมากที่บริษัทแคนนอนเลือกเดินทางผิด และนำมาซึ่งการสูญเสียในวันนี้ ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแคนนอนน่าจะหาวิธีการจัดการกับปัญหาดังกล่าวมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความสูญเสียเหมือนเช่นในวันนี้ ทีมกฎหมายควรจะให้คำแนะนำว่าสถานการณ์ขององค์กรกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงแก่ผู้บริหาร"
       
       คำตัดสินดังกล่าวยังส่งผลให้แคนนอนต้องยุติแผนในการพัฒนาจอแสดงผลดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ รวมถึงแผนที่จะทำตลาดในช่วงไตรมาสที่ 4 ในปีนี้ก็ต้องจำกัดอยู่เฉพาะในญี่ปุ่น และยังเป็นการผลิตในจำนวนไม่มากนักด้วย
       

       ปัญหาดังกล่าวทำให้คู่พันธมิตรของแคนนอนอย่างโตชิบาต้องหยุดชะงักไปด้วย เนื่องจากแคนนอนและโตชิบาได้ประกาศร่วมทุนพัฒนาจอด้วยกันตั้งแต่ปี 2004 และคาดว่าจะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ก่อนที่มหกรรมโอลิมปิกจะจัดขึ้นที่ประเทศจีนในปี 2008 ซึ่งเชื่อว่าในช่วงนั้น จะสามารถทำยอดขายได้อีกมาก
       
       รายงานข่าวจากรอยเตอร์ได้แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ระบุว่าทางบริษัท Nano-Proprietary ได้เคยเสนอทางออกให้ โดยจะแบ่งขายไลเซนต์ดังกล่าวให้กับโตชิบาด้วย แต่มีความพยายามจากแคนนอนที่จะสะกัดกั้นไม่ให้โตชิบาได้เจรจากับทาง Nano-Proprietary โดยตรง
       

       โฆษกของแคนนอน โตชิบา และ Nano-Proprietary ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น
       
       เริ่มแรกของคดีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2005 เมื่อบริษัท Nano-Proprietary ได้ฟ้องร้องแคนนอนเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทไปใช้ในกิจการร่วมค้าที่จัดตั้งขึ้นโดยแคนนอนและโตชิบา โดยทางแคนนอนได้อ้างว่ากิจการร่วมค้าระหว่างแคนนอนและโตชิบาเป็นส่วนหนึ่งของแคนนอน แต่หลังจากนั้นหนึ่งเดือน ศาลได้ประกาศว่ากิจการร่วมค้ากับโตชิบาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแคนนอนแต่อย่างใด
       
       การเจรจาขอซื้อไลเซนต์ระหว่างแคนนอนและ Nano-Proprietary ในอนาคตอาจอยู่ในรูปของการจ่ายตามที่มีการใช้งานจริง (Pay-as-you-use) ซึ่งจะทำเงินให้กับ Nano-Proprietary มากขึ้นตามไปด้วย จากผลของคำตัดสินดังกล่าวทำให้หุ้นของ Nano-Proprietary เพิ่มขึ้น 17 เปอร์เซ็นต์
       
       สินทรัพย์ทางปัญญาของบริษัท Nano-Proprietary ที่กำลังมีปัญหากับแคนนอนในขณะนี้ก็คือ ส่วนของผิวหน้าของจอเอสอีดี (SED หรือ Surface-conduction Electron-emitter Displays) สำหรับใช้ผลิตทีวีแบบ SED ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ภาพที่สว่างคมชัดมากกว่า และใช้พลังงานน้อยกว่าจอพลาสมาหรือจอแอลซีดีในปัจจุบัน
       
       อย่างไรก็ดี ทาง Nano-Proprietary ได้เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขายไลเซนต์ดังกล่าวให้กับผู้ผลิตยักษ์ใหญ่บางราย นอกเหนือจากที่ขายแคนนอนด้วย ซึ่งสื่อบางฉบับได้ออกมาเปิดเผยว่าบริษัทดังกล่าวคือซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง
       
       โฆษกของซัมซุงออกมาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยบอกแต่เพียงว่า ซัมซุงสนใจจะลงทุนในตลาดจอ SED ก็ต่อเมื่อบริษัทพบว่ามีสัญญาณที่ดี หรือมีโอกาสที่จะเป็นไปได้เท่านั้น
       
       วิลเลียม สปินา โฆษกของ Nano-Proprietary กล่าวว่า บริษัทจะเจรจากับทุกคนที่สนใจซื้อไลเซนต์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นแคนนอน โตชิบา ซัมซุง หรือบริษัทใด ๆ ที่สนใจในเทคโนโลยี SED"