จากการที่ได้อ่านหนังสือของอาจารย์แล้ว เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของโรงพยาบาลโนนดินแดง ได้จัดให้มีบริการทีมดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่มีทักษะในการให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวและญาติในการดูแลทั่ว ๆ ไป รวมทั้งการดูแลเฉพาะด้านเช่น
1) การดูแลทางกาย เช่น การสอนให้ญาติสามารถทำอาหารเหลวและให้ทางสายยางได้อย่างถูกต้องปลอดภัย การสอนให้ญาติสามารถดุแลสายต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยได้รับมาจากโรงพยาบาลเมื่อกลับมาดูแลต่อที่บ้าน ทำให้ญาติเกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจที่ได้ดุแลผู้ป่วย
2) การดูแลทางด้านจิตใจ มีการเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วย และญาติ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเผชิญความตายได้อย่างสงบ โดยจะเริ่มจากการพูดคุยกับญาติที่ใกล้ชิดและมีอำนาจในการตัดสินใจ เพือ่ให้เกิดความคุ้นเคยและไว้วางใจ นำไปสู่การวางแผนการดุแลผู้ป่วยร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ยังไม่ทราบ prognosis ของตน จะต้องมีการเตรียมความทางใจว่าผู้ป่วยรับได้มากน้อยเพียงใด เพราะบางรายเมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งอาการก็จะทรุดลงอย่างรวดเร็วหมดกำลังใจที่จะดุแลตนเอง ( ตรงข้ามกับครอบครัวของท่านผู้เขียนหนังสือ (อ.พญ. กานดา ) ซึ่งทั้ง 3 ท่านที่เป็นแพทย์มีความรู้เป็นอย่างดีในโรคที่เป็น จึงสามารถดุแลตนเองและเผชิญกัยโรคมะเร็งอย่างกล้าหาญ ไม่ตกเป็นเหยื่อของความเชื่อและการชักจูงผิด ๆ ทั้งจากผู้ที่หวังดี หรือหวังดีแต่ประสงค์ร้าย หันเหไปรักษาแนวทางอื่น ๆ จนโรคลุกลามไปมากแล้วจึงหันกลับมารักษาตามแนวทางการรักษาแบบมาตรฐาน ) ดังนั้นถ้าผุ้ป่วยไม่พร้อมจะรับทราบก็จะยังไม่บอก แต่จะคุยกับญาติถึงแผนการรักษา รวมทั้งการจะช่วยฟื้นคืนชีพหรือไม่เมื่อผู้ป่วยหมดสติหรือมีการเปลียนแปลงสํญญาณชีพ
3) การดูแลทางด้านจิตวิญญาณ มีหนังสือธรรมะ/ สวดมนต์ให้ หรือให้ยืมทุกเตียง มีเทปธรรมะให้ฟัง มีพระมาเทศน์ที่ตึกผู้ป่วยในทุกวันพุธ และนิมนต์ให้พระเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกราย ทำให้ผู้ป่วยมีความอิ่มเอมใจ ปลาบปลื้มใจที่ถึงแม้จะป่วยก้มีโอกาสทำบุญกับพระ (พระมาโปรด)
4) การดูแลทางด้านสังคม โครงการเพื่อนช่วยเพื่อนของผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้ติดเชื้อที่นอนโรงพยาบาล สมาชิกชมรมจิตอาสา ก็จะมาช่วยดุแลผู้ป่วยด้วยความรักความปราถนาดี เมื่อผู้ป่วยเสียชิวิตเจ้าหน้าที่ ร.พ.ก้จะไปงานศพเป้นการให้กำลังใจญาติและเป็นการให้เกียรติผู้เสียชิวิต
ในโอกาสต่อไป ทีมดูแลผุ้ป่วยระยะสุดท้ายจะได้สอนการทำสมาธิบำบัดเพื่อลดอาการเจ็บปวด เพื่อลดการใช้ยาและทำให้ผู่ป่วยมีความสงบเยือกเย็น ขออนุญาตยกตัวอย่างในหนังสือ บนเส้นทางธรรมฝ่าวิกฤติชีวิต . " ระยะสุดท้ายของชีวิตคนเป็นเวลาที่สำคัญมาก ถ้าไม่วิตกกังวล เผชิญหน้าความตายอย่างเข้มแข็ง เต็มใจที่จะคืนธาตุทั้งสี่สู่ธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้จะเป้นปัจจัยให้จิตมีความสงบเยือกเย็นยิ่งในภพต่อไป "