ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งมีหมู่เกาะใหญ่อยู่ 3 หมู่เกาะ คือ เกาะลูซอน เกาะวิสายาส์ และเกาะมินดาเนา
ภายใต้หมู่เกาะใหญ่ๆ เหล่านี้ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย 7,107 เกาะ และมีพื้นที่ที่เป็นภูเขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
พื้นที่ที่เป็นภูเขาในเกาะลูซอนทางเหนือคือ บานาเว (Banaue) ซึ่งอยู่ในเขตปกครอง Cadillera Administration Region (CAR) เป็นที่ตั้งของนาขั้นบันไดหรือระเบียงข้าว (Rice Tcrrace) ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก อยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร อยู่ในจังหวัดอีฟูเกา (Ifugao) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดและมีเทศบาล 75 บารังไก
ในปี ค.ศ.1985 องค์การยูเนสโกได้ประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน ข้อ 3, 4 และ 5 ให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เกณฑ์มาตรฐานข้อ 3 คือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยั่งยืนในการปลูกข้าวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยน้ำจากภูเขาสูงมาใช้ในการปลูกข้าว รวมทั้งได้สร้างระเบียงข้าวด้วยหินและขุดสระซึ่งเป็นระบบที่ยั่งยืนกว่าพันปี
เกณฑ์มาตรฐานที่ 4 คือ นาขั้นบันไดนี้เป็นมรดกวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ด้วย การใช้แรงงานชาวนาของชนเผ่าดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นทำงานด้วยกันเป็นลักษณะชุมชน รวมทั้งสร้างทิวทัศน์ที่สวยงามด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
เกณฑ์มาตรฐานที่ 5 คือ มาขั้นบันไดเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผลของการใช้ดินที่มีความกลมกลืนกัน ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหาหนทางในการปลูกข้าวตามขั้นบันไดที่มีความเป็นสุนทรียศาสตร์
นาขั้นบันไดที่จังหวัดอีฟูเกาที่สวยงามอย่างมหัศจรรย์มีอยู่ 6 แห่ง คือ ซึ่งอยู่ในบานาเว (Banauc) คือ นาขั้นบันไดที่บาตัด (Batad Rice Terrace) มีลักษณะสวยงามมาก เป็นครึ่งวงกลมเหมือนอัฒจันทร์มีเนินเข้าล้อมรอบ
นาขั้นบันไดมาโยเยา (Mayoyao Rice Terrace) เป็นลักษณะเขื่อนเหมือนกำแพงกั้นน้ำ
นาขั้นบันไดที่ฮาปาโอ (Hapao Rice Terrace) มีลักษณะเหมือนเขื่อน
นาข้าวขั้นบันได้ที่มากัท (Magat Rice Terrace) เป็นลักษณะเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
และนาข้าวบันไดที่นายาราดัน (Nayaradan Rice Terrace) ซึ่งมีทั้งขั้นบันไดและป่าไม้ผสมผสานกัน
นาขั้นบันไดหรือระเบียงข้าวในฟิลิปปินส์โดยเฉพาะที่บานาเวนั้นใหญ่กว่ากำแพงเมืองจีนถึง 10 เท่า นับว่าเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่าชาวเขาดั้งเดิมของฟิลิปปินส์ ที่ถึงแม้ฟิลิปปินส์จะถูกครอบครองโดยสเปนและอเมริกาหลายร้อยปี แต่ไม่สามารถเข้าไปทำลายวัฒนธรรมของชนกลุ่มนี้ได้ จึงนับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถรับเอาวัฒนธรรมอื่นเข้ามาผสมผสานได้อย่างลงตัว
คือชนเผ่าเหล่านี้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ มีโบสถ์ มีโรงเรียนสอนทั้งศาสนาคริสต์และสอนวิชาการ แต่พวกเขาก็ยังทำนาและส่งลูกหลานเรียนในเมืองหลวง
การทำนาขั้นบันไดก็จะมีหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์ไว้ทุกหมู่บ้านแม้ลูกหลานที่ได้รับการศึกษาดีก็ตาม
ไม่เพียงแต่เท่านั้น การทำนาเหล่านี้ผูกพันด้วยหัวหน้าเผ่า (บูมบากี) ที่จะต้องทำพิธีก่อนทำนาและหลังสิ้นสุดการทำนา มีการบูชาเทพเจ้าผู้ให้ผลผลิตในนา
แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการแต่งงาน ก็จะทำพิธีของชนเผ่าร่วมกับพิธีทางศาสนาคริสต์
นอกจากนี้บ้านเรือนของพวกเขาก็เป็นบ้านใต้ถุนสูงหลังคามุงจาก มี 4 ห้องนอน มีครัวและศาลาที่เป็นที่รวมของเทพเจ้าของท้องถิ่น
ทั้งหมดดังกล่าวเป็นวัฒนธรรมของชาวเขาที่มีการผสมผสานกันระหว่างการปลูกข้าว ประเพณี และที่อยู่อาศัย
สิ่งที่น่าพิศวงก็คือชาวเขาโบราณเหล่านี้สามารถมีความคิดที่ผสมผสานการปลูกนาขั้นบันไดที่เป็นได้ทั้งวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม
ที่ว่าเป็นวิศวกรรมก็คือพวกเขาสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้นๆ นำหินก้อนใหญ่ๆ มาโบกปูนทำเป็นคันนา แล้วเจาะรูระหว่างชั้นของนาให้น้ำไหลมาจากภูเขาลงมาในแต่ละชั้นของนา ช่วยรักษาหน้าดินและป้องกันน้ำท่วม
ที่ว่าเป็นสถาปัตยกรรมก็คือทำให้นาขั้นบันไดเป็นรูปที่สวยงามเลื้อยรอบไปตามแนวของภูเขา
ชาวไทยจะรู้หรือไม่ว่ามีสิ่งเหล่านี้ในประเทศเพื่อนบ้าน นักสังคมและนักมานุษวิทยาเคยศึกษาความเป็นมาของวัฒนธรรมและการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าชาวเขาเหล่านี้ เพื่อเปรียบเทียบกับไทยหรืออินโดนีเซียที่มีการทำนาขั้นบันไดเช่นกันหรือไม่
แต่ผู้เขียนขอบอกว่าเป็นความยากลำบากและใช้ความพยายามที่จะไปดูสิ่งสวยงามนี้ แต่ก็ไม่ผิดหวังที่ได้สัมผัสทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาชาวบ้านกว่าพันปีแห่งนี้