ชอบ บทนำที่ อ.สรุป ประเด็นมาก ช่วยให้ ได้คิด ศึกษา และทำงานได้ตรงเป้ามาก
สำหรับการดูแลผู้ป่วยในภาะวะใกล้ตายและการตายนั้น เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางรพ.กาญจนดิษฐ ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง
คือเริ่มจาก
1.ให้ทีมงานผู้ให้บริการทุกคน เข้าใจปัญหาและยอมรับเป็นงานที่ เราควรมีส่วนร่วมในการดูแลต่อเนื่องร่วมกับญาติผู้ป่วย(มิใช่ปฎิเสธการดูแล เพราะเป็นว่าไม่สามารรักษาได้แล้ว)
2.ประเด็นปัญหาของผป.และญาติใน ภาวะนี้
ทุกข์จากความเครียด ความกลัว ความเสียใจ ของผู้ป่วยและญาติ
ความทุกข์ทรมานจากอาการป่วยที่เพิ่มขึ้น
ความพยายามดิ้นรณหาวิธีการรักษา ทุกวิถีทาง ไร้ทิศทาง ทำให้ เพิ่มความเสี่ยงอันตรายโดยไม่รู้ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่างๆของครอบครัวอย่างมากมาย
3. รพ.จึงเริ่ม ด้วยการ
ให้ความสำคัญ ไม่ปฏิเสธการดูแล
ให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคและการดูแล, การปฏิบัติตัวสำหรับผป.และญาติ หรือเฉพาะญาติที่ยังไม่ต้องการให้ผู้ป่วยรับรู้ในระยะแรก รพ.ต้องให้ความร่วมมือกับญาติและค่อยๆ ให้ข้อมูลผู้ป่วยให้ยอมรับที่ละน้อย ว่าต้องรักษาต่อเนื่องนาน -> ไม่สามารถรักษาหายขาดเป็นปกติได้-> อาการจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้น ซึ่งต้องใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการให้ข้อมูลแต่ละระยะ
เป็นที่พึงที่ปรึกษา ให้กับผู้ป่วยและญาติอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ข้อมูล การเลือกการรักษา ทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสมตราบเท่าที่ผู้ป่วยและญาติยังมีความหวัง และไม่ถูกหลอกเสียเงินฟรี
ให้บริการ ช่วยดูแล รักษาตามอาการที่เหมาะสมเมื่อ ถูกร้องขอ พร้อมทั้งแนวทางวิธีการดูแลต่อที่บ้าน
ให้บริการ ช่วยดูแล จนถึงสิ้นลมหายใจใน รพ.ในรายที่ ไม่พร้อมจะกลับบ้านก่อน ด้วยกิจกรรม พิธิกรรมที่สอดคล้อง กับ หลักศาสนา
เมื่อวานนิ้เอง ตอนเย็นใกล้ค่ำ ผมได้รับโทรศัพท์ จากญาติ ผู้ป่วย มะเร็งที่เสียชีวิตใน โรงพยาบาล ตอนแรกตกใจกลัวเป็นเรื่องร้องเรียน แต่ กลายเป็น คำขอบคุณด้วยความตื้นตันใจจนพูดแทบไม่ออกน้ำเสียงสั่นเครืออจาก ลูกชายผู้เสียชีวิต ที่รพ.ได้ช่วยเหลือดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี และจัดพิธีกรรม จนท.และญาติ ขอขมาโทษ ที่อาจล่วงเกิน นิมนต์พระ สวด ก่อนสิ้นใจ และยังส่งตัวแทนไปวางพวงหรีดร่วมทำบุญในงานศพอีก
Case นี้ ไม่ใช่ผป.ในความดูแลของผม ตั้งใจว่าวันนี้ จะต้องแจ้งน้องหมอเจ้าของไข้ และทีมพยาบาลที่ตึก ให้ร่วมรับความสุขความภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้ทำ
หนังสือของอาจารย์ ได้รับแล้วครับ แต่ยังไม่ได้อ่าน อ่านและจะแลกเปลี่ยนมาใหม่ครับ
พ.เอกชัย