เรียน ดร.แสวงครับ
การปลูกยางนั้นจริงๆ แล้วก็สู้การปลูกป่าไม่ได้หรอกครับ แต่ก็ยังดีกว่าการถางป่าทำลายป่าแล้วปลูกพืชล้มลุกแทน เนื่องจากเรามองยางเป็นพืชเศรษฐกิจเลยปลูกกันใหญ่ แต่การทำลายป่าเพื่อมาปลูกยางนี่ผมไม่สนับสนุนเลยครับ ลองคิดดูครับ หากมีภูเขาป่าหนาแน่นแล้ววันหนึ่งเป็นภูเขาหัวโล้น แล้วเอาสวนยางไปใส่แทน แล้ววันหนึ่งก็โค่นแล้วก็รออีกสี่ห้าปีกว่าจะเป็นต้นยางหรือว่าป่ายางอีกที ผมว่าในเชิงนิเวศน์แล้วเป็นการทำลายธรรมชาติครับ
สำหรับการปลูกยางในที่ทั่วไปที่โดนทำลายไปแล้วหรือไม่มีป่าแล้วนั้น ก็อาจจะเป็นการช่วยเสริมระบบนิเวศน์เพิ่มขึ้นครับ ประมาณว่าหากมีป่าหนาแน่นก็สมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซนต์ พอกลายมาเป็นสวนยางก็ผมให้ความเป็นป่าแค่ 50-70% คุณภาพของความเป็นป่าลดลง สำหรับพื้นที่ที่ไม่เป็นป่า ก็มีความเป็นป่า 0% แล้วมาปลูกยางก็ได้ความเป็นป่าเพิ่มเป็น 50-70% อะไรประมาณนี้ครับ
หากจะเอากันจริง ต้องเอาเครื่องมือไปติดตั้งไว้ที่ยอดป่าและยอดสวนยางครับ แล้ววัดค่าออกมาดูครับ รับรองว่าค่าความชื้นอะไรพวกนี้ ต่างกันแน่นอนครับ
สำหรับคนที่มีที่ดินว่างเปล่าหากจะปลูกยางก็ในช่วงที่มีการปลูกยางก็ควรมีพืชอื่นผสมไปด้วย อันนี้สนับสนุนครับ เพราะจะมีรายได้อื่นเสริมให้อยู่ได้ก่อนยางจะถึงเวลาให้ผลผลิต สำหรับการปลูกผสมผสานนั้นก็ดีนะครับ
ทำไมผมให้ความเป็นป่าลดลงตามเปอร์เซนต์เพราะว่า ปลูกป่าเราไม่ได้วางกฏเกณฑ์เหมือนปลูกยางที่จะให้มันต้องปลูกเป็นแถวเป็นแนว ส่วนป่านั้นมันจะผสมหลายๆ ชนิดเข้าด้วยกันเป็นป่า แน่นอนว่ามันจะเขียวตลอดปีแน่ๆ ในความเป็นป่า แต่ยางนั้นมีการผลัดใบครับ ความชุ่มชื้นของผืนป่าหายไปแน่นอนอย่างน้อยก็สองสามเดือนแล้วแต่พื้นที่
สำหรับการปลูกป่าที่แท้จริง จริงๆ แล้วเราก็ปลูกต้นยางแซมได้ครับ อย่างเมื่อก่อนเรามีต้นยางที่กรีตกันในป่าแบบผสมผสานแบบมันงอกตามธรรมชาติขนาดต้นเส้นรอบวงเท่ากับหนึ่งคนโอบเลยทีเดียวครับ เราจะกรีตหนึ่งในสามนี่รอยแผลยาวเป็นหนึ่งฟุตเลย แต่ปัจจุบันจะหาดูได้จากที่ไหนเมื่อเปลี่ยนมาเป็นสวนยางแบบสวนยางล้วน
ผมตอบไม่แน่ใจว่าเข้าหลักวิชาการหรือเปล่านะครับ มีความเห็นใดผมยินดีรับฟังครับผม
ขอบพระคุณมากครับ
สมพร