สวัสดีครับ
ก่อนอื่นต้องแนะนำกันก่อน ผม นพ.พงษ์ศักดิ์ ศรีมุษิกโพธิ์ ปัจจุบันอยู่ในส่วนของ คลินิกชุมชนอบอุ่น เขต กทม.
ผมได้อ่านแนวทางปฐมภูมิของสปสช. ที่กำลังพยายามดันอย่างมาก จนผมอยากที่จะแสดงความเห็นดังนี้
คือ ไม่อยากจะตำหนิครับ แต่ แต่ แต่ ผมอยากเสนอว่า เราควรเดินสายกลาง มิใช่บอกว่า จะปิด opd ปี 56
ก็จะเกิดคำถาม ว่า แน่ใจหรือว่า ปฐมภูมิแบบนี้จะทำให้ ปัญหาสาธารณสุขได้รับการแก้ไข และ ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น
หรือเพียงให้มีการทำงานของ บุคลากรหลากสาขา ซึ่ง ไม่ว่าระดับไหน ก็มีอยู่แล้ว และเขาก็ต้องประสานงานกันอยู่แล้ว
ผมว่า ปฐมภูมิ ในแง่ของสปสช. เน้น บุคลากรมากเกินไปหรือเปล่าครับ เราควรมองความจริงครับ และเอาข้อมูลต่างๆมาดูกัน
มาทำความเข้าใจ ว่าสิ่งที่เราต้องการแท้ที่จริง ก็คือ การมีสุขภาพดี ซึ่งนั้นหมายความว่า คนทุกๆคนต้องมีเจตคติที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าไปหลงทางว่า เภสัชกร หรือ แพทย์ จะเสกคาถาให้เกิดสุขภาพดีได้
ปัดโธ่ ก็ปฐมภูมินี้มีในตำรา และ กระทรวงสาธารณสุขก็ทำมานานแล้วมิใช่หรือ เบาหวานจึงได้ยังคงเป็นปัญหาโรคเรื่อรังอยู่
ดังนั้น ผมอยากให้มองเรื่อง การสร้างมโนทัศน์ให้กับ ประชาชนมากกว่าการจัดสรรบุคลากรครับ เพราะเราไม่มีทางทำให้
มีทันตแพทย์ ได้ตามฟันที่ผุของนักเรียนที่ไม่ดูแลฟันตัวเองครับ
สรุป ควรเน้นเรื่องเจตคติแล้วใช้งบไปในทางเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการให้ความรู้มากๆหรือสร้างเจตคติมากๆ โดยใช้การตลาดนำ
มากกว่าการกดดันหน่วยบริการให้ มีบุคลากร เพราะสำหรับภาครัฐ ไม่มีวันเพราะไม่มีอัตราจ้างก็ทำไม่ได้ ส่วนภาคเอกชน
เภสัชกับทันตแพทย์ จ้างเมื่อไร ก็ไม่พองบที่ได้แล้ว เพราะไม่ได้ใช้อัตราภาครัฐครับ
แต่หากเราเริ่มจาก การนำปัญหาสาธารณสุขในแต่ละที่มาและหาหนทางโดยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ผมว่าจะดีกว่าครับ
แล้วอย่าไปคิดว่า ปฐม ทุติ ตติ ต้องแยกกันครับ มันอาจจะผสมผสานอยู่ด้วยกันมิแยกออก ทุติ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ปฐมภูมิก็มิใช่คำตอบ เดินสายกลาง ก้าวอย่างมั่นใจ สุขภาพดีๆ ก็จะไม่ไกลเกินฝัน