สวัสดีค่ะ
มาแจมค่ะ
*
1 เถรวาทมุ่งอรหันต์ภูมิ จึงบำเพ็ญเพียรทางจิตมากกว่า (เน้นปัญญา) ความรู้ที่เกิดจากจิตขณะเป็นสมาธิ เป็นความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อท่านบรรลุอรหันต์ จะสามารถทำประโยชน์อย่างมากแก่มวลมนุษย์ เพราะทำโดยปราศจากการยึดถือว่าเป็นผลงานของท่าน ท่านทำ ท่านต้องได้รับผลตอบแทน
มหายานมุ่งพุทธภูมิ จึงบำเพ็ญประโยชน์มากกว่า (เน้นกรุณา) บางครั้งจึงเกิดการตีความธรรมไปต่างๆเพราะยังไม่รู้แจ้ง เพราะมุ่งหวังพุทธภูมิ จึงไม่สามารถรู้แจ้งได้ในชีวิตนี้ บางครั้งจึงยังยึดมั่นในความดี คือตนทำ ตนต้องได้รับผลตอบแทน
มองว่าทั้งสองฝ่ายสร้างประโยชน์แก่มนุษย์ชาติได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เถรวาทสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมายในช่วงท้ายด้วยปัญญาของพระอรหันต์ ฝ่ายมหายานสร้างประโยชน์รายทางด้วยปัญญามนุษย์ที่ยังไม่หลุดพ้น
*
เถรวาทไม่มีดินแดนพิเศษอย่างมหายานที่เรียกว่า "พุทธเกษตร" อันเป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้าชนิดสัมโภคกาย และพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในระดับภูมิ10 รวมทั้งเหล่าสัตว์ที่เตรียมเข้านิพพาน
มหายานมีดินแดนดังกล่าว (มองว่าคล้ายๆกับนิพพานจะเป็นอัตตาอย่างนั้นแหละค่ะ)
*
เถรวาทเน้นปฏิบัติให้หลุดพ้นด้วยตนเอง โดยมีแนวทางที่พระพุทธองค์วางไว้เป็นหลัก จึงไม่มีการสวดอ้อนวอนให้อำนาจพิเศษใดๆมาช่วย หากเพียรพยายามด้วยตนเอง
มหายาน เชื่อว่ามีพระโพธิสัตว์คอยช่วยเหลือ จึงสวดอ้อนวอนให้พระโพธิสัตว์ช่วยดลบันดาลสิ่งต่างๆให้ หวังพึ่งในสิ่งที่มองไม่เห็น บางครั้งจึงละเลยการปฏิบัติตรง หรือการช่วยเหลือตนเองไป
*
เถรวาทไม่แก้ไขพระวินัย จึงไม่อาจมีภิกษุณีนิกายเถรวาทได้ จึงถูกมองว่าจำกัดสิทธิสตรี ลดคุณค่าของศาสนาพุทธลง
มหายานอาจยึดตามปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์ที่ว่าสิกขาเล็กๆน้อยๆ หากสงฆ์จะเพิกถอนก็ให้เพิกถอนได้ จึงมีการบวชภิกษุณีได้
*
เถรวาท พระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี เป็นผู้ปฏิบัติพื่อความบริสุทธิ์ ความดีงาม ไม่ใช่ตัวกลางที่สื่อสารระหว่างมนุษย์กับอำนาจใดๆเพื่อให้ประชาชนสมหวัง
มหายานบางครั้งถูกมองว่าถูกกลืนเข้าไปกับศาสนาพราหมณ์ด้วยพิธีกรรมต่างๆ
*
ในประเทศไทย นับถือศาสนาพุทธแบบนิยมทำทานค่ะ แต่ไม่ค่อยปฏิบัติกรรมฐาน อีกทั้งนิยมทำบุญเพื่อหวังชีวิตที่ดีกว่าในภพหน้า (ทำบุญด้วยกิเลส หวังผลตอบแทน)แต่ไม่ค่อยทำบุญเพื่อหวังเข้าถึงนิพพาน (ทำบุญเพื่อฝึกการละ ไม่หวังผลตอบแทน) กันเท่าไหร่ (ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ ท่านสรุปว่างั้น)