สวัสดีครับ คุณสุทธิกัญจน์

(๑) ความรู้ คือ "อะไรก็ตามที่เรารู้สึกสัมผัส ชี้ได้ บอกได้ บรรยายได้ รู้จัก ระลึกได้ คิดได้กระทำได้ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต" ถ้าคุณรู้สึกเห็นอะไร รู้สึกได้ยินอะไร ได้ชิมอะไร ได้กลิ่นอะไร ผิวหนังกระทบอุณหภูมิเท่าไร ฯลฯ ในขณะนี้ ขณะนั้น คุณก็ "มีความรู้แล้ว" ความรู้เหล่านี้เรียกว่า "ข้อเท็จจริง" แต่อาจจะระยะสั้นหรือระยะยาว นี่เป็นความรู้ใน"ปัจจุบัน" ต่อมาคุณนอนหลับ ตื่นมาเห็นสิ่งนั้นอีกและชี้ได้ บอกได้ ก็เป็น "ความรู้" แต่เรียกว่า "จำ" ถ้าเราพูดว่า "นักการเมือง" โดยที่ไม่มีใครอยู่ตรงหน้าเลย ก็เรียกว่า "มโนทัศน์" เรามี"ความรู้มโนทัศน์" ถ้าเราพูดว่าหรือคิดว่า "ถ้าเป็นนักการเมือง, แล้วเป็นผู้คอรัปชั่น" ก็เรียกว่าเรามี "ความรู้" ประเภท "กฎ" ถ้าเราคิดว่า "คนต้องการเอาชีวิตชีวิตรอด คนจึงทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด" ข้อความนี้เป็นข้อความเชิงทฤษฎี เป็นความรู้ประเภท "ทฤษฎี" และเป็น "ความรู้"ของผู้กล่าว ทั้งหมดนี้เป็น "ความรู้"

(๒) "ความรู้" ในข้อ (๑) สรุปว่าจะประกอบด้วย "ข้อเท็จจริง, มโนทัศน์, กฎ, ทฤษฎี" ทั้งหมดนี้เรียกกันว่า "องค์ความรู้" หรือ "ตัวความรู้" ( Body of knowledge )

(๓) องค์ความรู้ของวิชาเลขก็ "เป็นอย่างหนึ่ง" องค์ความรู้ของวิชา "ศิลปะ" ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ แตกต่างกัน (อาจจะคล้ายๆกันบ้างในบางสาขาวิชา แต่ไม่เท่ากันทุกประการ) ฯลฯ

(๔) องค์ความรู้นี้อยู่ที่ไหน ? ก็ใน"ตำรา" ของสาขานั้นๆ

(๔) เรา "ใช้อะไร" ไป "ค้นพบ" ความรู้นั้นๆ คำตอบคือ "ตา,หู,.. "ของเรา + "วิธีวิจัย"

(๕) ฉะนั้น มหาวิทยาลัย "สอนอะไร" ตอบ "หลายอย่าง + องค์ความรู้ในสาขานั้นๆ" เพื่อให้พูด "ภาษา"ด้วยองค์ความรู้" ใน "สาขาของตน" ให้ถูก เป็นที่พึ่งพิงของลูกหลานได้ ตรวจสอบโดย "ข้อสอบ" และ "วิทยานิพนธ์" ก่อนให้ปริญญาออกไป

(๖) ทำไมจึงต้องเรียน "วิธีวิจัยด้วย" ต้องเรียนเพราะว่า "วิจัยเป็นเครื่องมือในการค้นหาความรู้" ถ้าไม่เรียนแล้ว จะเอาอะไรไปค้นหาความรู้เล่า

(๗) ดังนั้น ปริญญาเอก ต้องเลิกโปรแกรมที่ไม่ทำวิจัยได้แล้ว โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นประเภท "Science"

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว