คุณจอย
จะบอกว่า ผัวเมียทะเลาะกันเรื่องลูก เป็นเรื่องที่ปกติที่ซู๊ด....ครับ แต่ท้ายที่สุด เมียมักเป็นฝ่ายชนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเยี่ยงนี้
เรื่องโรงเรียนกับที่ทำงานนั้นน่าเห็นใจมากเลยครับ และยิ่งตกใจไปใหญ่ที่รู้ว่าลูกต้องอยู่โรงเรียนจนถึง 18.30-19 น. แบบนี้ผมคงเครียดตายชัก แต่คุณจอยเก่งครับ ที่สามารถบริหารใจได้ ผมยังทำใจไม่ได้ เพราะหากถึงเวลาแล้วไม่ไปรับลูก ยังไงเสียผมก็ไม่ยอมทำอย่างอื่นแล้ว (ยกเว้นติดผ่าตัด) นี่น่าจะเป็นโชคดีของผม ที่เลือกที่จะอยู่บ้านนอก ใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็ได้เห็นหน้าลูกเมียแล้ว
นี่เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเรื่องโรงเรียนกับงานของพ่อแม่ หลายๆครั้งโรงเรียนชอบสั่งการครับ (สั่งง่ายยิ่งกว่าสั่งขี้มูกเสียอีก) อยากให้แม่ไปโรงเรียนให้ลูกกราบ เพราะเป็นวันแม่ แค่นี้เอง ร้องห่มร้องไห้ ซาบซึ้งตรึงใจ แต่คนเป็นแม่นั้นแสนยากเข็ญ เพราะผู้จัดการไม่ให้ไป ไหนจะติดลูกค้าคนสำคัญ ฯลฯ แล้วลูกจะรู้สึกอย่างไร ที่เรามีแม่แต่แม่ไม่มาร่วมงาน
โรงเรียนที่ดีต้องไม่สร้างภาระให้เราครับ (เว้นแต่ว่า โรงเรียนไม่ยอมเลื่อนสถานที่มาอยู่ใกล้บ้านเราเท่านั้น ฮา.....)
เรื่องสอบก็เช่นเดียวกันครับ ผมเลือกที่จะอยู่โรงเรียนแบบนี้แล้ว ผมจึงลืมเรื่องสอบไปเลย ใครจะพาลูกไปแข่งขันล่ารางวัลกันที่ไหน ธนพันธ์ไม่เคยสน มีเพื่อนถามเรื่องสอบแข่ง ธนพันธ์ก็งง เพราะโรงเรียนเองก็ไม่เคยสนใจ เขากลับชอบพาไปแข่งขันเล่นดนตรี วาดรูปไปโน่นเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กไม่ต้องรับความกดดันตั้งแต่อายุ 8 ขวบปี เล่นมันเถอะ เล่นให้มากๆ พัฒนาสมองส่วนที่เด็กไทยไม่ค่อยได้ถูกกระตุ้นเสียบ้าง
แต่มีปล.ครับ โรงเรียนได้รับรางวัลเหรียญทอง ด้านการเรียนการสอนดีเด่น และเด็กสอบได้คะแนน NT ดีเป็น 1 ใน 7 อันดับของประเทศครับ แบบนี้นับว่าผมโชคดีจริงๆ
คำถามที่ชวนคิดเป็นข้อสุดท้ายก็คือ ทำไมต้องเป็นกรุงเทพ??