สวัสดีครับเบญ ในความเห็นส่วนตัวของครูนะ ครูขอตอบเบญเป็นข้อ อย่างนี้นะครับ
1.คำว่า สร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็งของครูไม่ได้หมายความถึงการจัดตั้งม๊อบ แต่เป็นการสร้างคุณภาพ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทางการเมืองให้กับประชาชนไทยทั้งหมด ให้คนไทย เราเป็นคนที่มีวิจารณาญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆเอง ไม่ถูกจูงจมูกไปง่ายๆ ด้วยสื่อต่างๆ และรู้จักคิดเป็นเหตุเป็นผล ไม่เอาอารมณ์ ยอมรับความแตกต่างของคนแต่ละคน และมีเครือข่ายการทำงานภาคสังคมเพื่อตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองอย่างเป็นอิสระ และควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ด้วย เพื่อเป็นการปรับปรุง และพัฒนากลไกการบริหารงานของภาครัฐให้ดีขึ้นไป นอกจากนี้เราจะต้องมีระบบกลไกการลงโทษทางสังคมกับนักการเมือง และข้าราชการที่ทุจริตอย่าง เข้มแข็งและจริงจัง ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง และต้องมีความรู้ รวมทั้งไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเงินแต่เพียงอย่างเดียว จนลืมความถูกต้อง
ครูไม่ได้ว่าใครนะ เพราะปัจจุบันสังคมไทย ใครมีเงินมีอำนาจ คนนั้นเป็นใหญ่ ทำอะไรก็ไม่ถูกลงโทษ แม้จะเป็นความผิด ครูจำได้ว่าครูไปที่อินเดีย แล้วถูกคนขัดรองเท้าที่อินเดียโกงบนรถไฟ ปรากฎว่า พอผู้โดยสารชาวอินเดียคนอื่นๆ ทราบเรื่องเท่านั้นแหละ รีบพากันชี้หน้าด่าเจ้าคนขัดรองเท้า จนแทบจะหาที่ยืนไม่ได้เลย เห็นได้ชัดว่าการลงโทษทางสังคมของเค้าแรงมากๆ นี่นักการเมืองไทย ทำอะไรที่มันผิด แต่มีเงินจ้างคนเก่งมาแก้คดีให้ หรือซื้อผู้พิพากษา ก็เลยไม่โดนลงโทษ อย่างนี้ใช้ไม่ได้
ครูไม่ได้บอกว่าคนในสังคมต้องเห็นไปในแนวทางเดียวกันนะครับ อาจจะมีการไม่เห็นด้วยกันก็ได้ แต่การไม่เห็นด้วยกันนั้นจะต้องมีการแสดงออกที่เป็นไปด้วยความสงบและชอบด้วยกฎหมาย และคนเป็นรัฐบาลจะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ต้องคอยปราม ถ้าไม่ปรามและยังใช้สื่อในมือภาครัฐเป็นอุปกรณ์โฆษณาชวนเชื่อให้คนทะเลาะกัน เหมือนยุคอดีตนายกสมัคร ครูก็ว่าไม่ถูก ถ้าจะให้เสื้อแดงใช้สื่อรัฐ เสื้อเหลืองก็ต้องใช้สื่อรัฐได้เช่นกัน นี่เป็นการเอาสื่อของรัฐที่เกิดจากเงินภาษีของคนทั้งชาติไปสนับสนุนให้คนทะเลาะกัน ทำอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน แต่เสื้อเหลืองก็ทำไม่ถูกที่ไปปิดสนามบินรวมถึงยึดทำเนียบรัฐบาล
แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์ฝรั่ง ก็จะเห็นปรากฏการณ์อย่างนี้เหมือนกัน ช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส และจะเป็นไปจนกว่าสังคมไทยจะได้ตระหนักถึงเรื่องว่า 'สิทธิ' ของคนแต่ละคนอยู่ตรงไหน และใช้ได้แค่ไหน เมื่อสังคมเราได้บทเรียนรวมกันนั่นแหละ เราจะรู้จักการอยู่รวมกันบนการยอมรับความแตกต่าง และไม่มีระบบอำนาจนิยม และมีการยังคับใช้กฎหมายอย่างทั่วถึง ที่เมืองไทยต่างกับเมืองนอก คือการบังคับใช้กฎหมายครับ ที่นี่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และมาตรฐานคุณธรรมของคนสูงมาก ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นคนดีทุกคนนะครับ แต่ระบบควบคุมทางสัมคมเข้มมาก วิจารณ์เจนไม่มีที่ยืนแหละ ไม่เหมือนผู้มีเงินและมีอำนาจในบ้านเรา ใช้เงินกับอำนาจปิดปากมันทุกคนทุกอย่าง เรื่องอย่างนี้จะว่าผู้มีเงินและมีอำนาจอย่างเดียวก็ไม่ครบ ต้องบอกว่าสังคมไทยไปยอมรับสิ่งเหล่านี้จนเป็นสิ่งที่รับได้ในสังคมแล้ว จะเห็นได้ว่า เรายอมรับกันได้ว่า 'ถ้านักการเมืองโกงกิน แต่บ้านเมืองเจริญขึ้น เราก็บอกว่า เรารับกันได้ เพราะไม่เห็นมีใครไม่กิน' นักการเมือง เค้าก็เอาตรรกะ นี้แหละมาอ้างครับ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว มันเป็นไปได้ยังไง เรื่องโกงกินมันเป็นเรื่องผิดในตัวเองอยู่แล้ว Mala Inse แล้วภาคสังคมเราก็รับฟังโดยรู้ว่ามันผิด แต่รับได้ เพราะกลายเป็นความผิดปกติเป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมไทย เราคิดเองไม่เป็น เราเชื่อโดยไม่คิด นี่เองเป็นภาวะที่ครูบอกว่าภาคประชาชนเราอ่อนแอครับ ไม่รู้ตอบคำถามเราบ้างไหม
2.ครูตอบไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ ไทยเขมรอีกนานไหมจะดีเหมือนเดิม ขึ้นอยู่กับรัฐบาลทั้งสองฝ่าย และประชาชนของทั้งสองฝ่ายครับว่า เราเกลียดกันจริงไหม มายาคดิที่ครอบพวกเราอยู่ เราสลัดออกได้หมดหรือยัง เราภูมิใจว่าไทยไม่เคนเป็นเมืองขึ้นใคร แต่ปัจจุบันเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย มันต่างกับการเป็นเมืองขึ้นตรงไหน คนเขมรก็เป็นคน คนไทยก็เป็นคนเหมือนกันนี่แหละครับ มีความคิดเหมือนๆ กัน มีรัก มีโลภ มีโกรธเหมือนอย่างที่เรามี ถ้าเราเปิดหัวใจเข้าหากันแล้วคงไม่มีปัญหา แต่พวกเราถูกมายาคดิที่สังคมทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้นปิดกั้นเราไว้ เราคนไทย ก็ดูถูกเค้า เอาเปรียบเขา(ถ้ามีโอกาส) แล้วเราก็มานั่งงเองว่าทำไมเค้าเกลียดเรา เรื่องนี้ต้องถามนักธุรกิจที่ไปลงทุนครับ และพวกพ่อค้าไม้แถวชายแดนรวมทั้ง ข้าราชการบางคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน พอทำเค้าไม่พอใจแล้ว พอมีข่าวลือที่นักการเมืองฝ่ายเค้าปล่อยมาเพื่อสร้างฐานเสียง มันก็จุดความไม่พอใจติดจนกลายเป็นปมขัดแย้งในใจระหว่างคนทั้งสองรัฐ และก็อ้างว่าเป็นชาตินิยม โดยลืมคิดไปว่าตินิยมต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ครูไม่ได้บอกว่าคนเค้าเป็นคนดีเต็มร้อยนะครับ เค้าก็เป็นคนธรรมดาเหมือนอย่างพวกเรา ด้วยเหตุนี้ครูถึงบอกว่า หน้าที่ของนักวิชาการต้องสร้างแนวความคิดว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมขึ้นให้ได้ ครับ เรานักวิชาการทั้งของสองประเทศต้องร่วมมือกันครับ
ครูต้อง ส่งงานEssay วันพรุ่งนี้ ครูตอบเบญแค่นี้ก่อนนะ แต่นี่เป็นเพียงความเห็นของครูนะครับ ไว้ว่างๆ จะมาเล่าหลักกฎหมายให้ฟัง ถ้าในส่วนของเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้เบญไปอ่านหนังสือของ ดร สุเทพ อัตถากรที่ครูเคยแนะนำในชั้นเรียน และอ่านเรื่องแนวทางการปฏิบัติทางการทูตในหนังสือ เรื่อง 'เนาแขมร์' และ 'ปลอกเปลือกนักการทูต' ครับ ไว้ว่างๆ จะมาเขียนใหม่ครับ
ขอบคุณที่คิดถึงครับ
รักและปรารถนาดี