ธรรมะยามเช้าขอรับพี่นก
ธรรมฐิตคงไม่อาจหาญรับคำชมว่าเป็นบัณฑิตหรอกเนาะพี่นก..
เอาของมาฝากจาก มังคลัตถทีปนี ด้วยขอรับเข้ากับบันทึกพอดีเลย
สัตว์ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ มีเว้นจากฆ่าสัตว์
เป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า บัณฑิต. อีกประการหนึ่ง
พระพุทธะ พระปัจเจกพุทธะ พระมหาสาวก ๘๐
และพระสาวกของพระตถาคตเหล่าอื่น ครูสุเนตต์ และอกิตติดาบสเป็นต้น
พึงทราบว่า "บัณฑิต." ท่านเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เรียกว่าบัณฑิต
เพราะดำเนินในประโยชน์ทั้งหลายด้วยปัญญาคติ. ด้วยเหตุนั้น
ใน อรรถกถาท่านจึงกล่าวว่า "เหล่าชนที่ชื่อว่าบัณฑิต เพราะดำเนิน
อธิบายว่า ไปในประโยชน์อันเป็นไปในภพนี้และภพหน้า ด้วยญาณ-
คติ. แม้ในสัททนีติปกรณ์ ท่านก็กล่าวไว้ว่า "ปฑิ ธาตุ เป็นไปใน
ความไป. ปัญญาใด ย่อมดำเนิน คือไปในประโยชน์ทั้งหลายแม้
อันสุขุม คือทราบอาการแม้เป็นต้นว่าความบีบคั้นแห่งอรินสัจมีทุกข์
เป็นต้น เหตุนั้น ปัญญานั้น จึงชื่อว่า ปัณฑา, ผู้ไป คือดำเนินไป
ได้แก่เป็นไป ด้วยปัญญาที่ชื่อว่าปัณฑา, เหตุนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิต,
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญา ชื่อว่า ปัณฑา ของผู้นี้ เกิดพร้อมแล้ว เหตุ
นั้น ผู้นี้ จึงชื่อว่า บัณฑิต ผู้ชื่อว่า บัณฑิต เพราะดำเนิน คือไป
ด้วยญาณคติ."
ส่วนลักษณะบัณฑิต พึงทราบด้วยสามารถแห่งสุจริตมีความ
คิดเรื่องที่คิดดีเป็นต้น ที่ตรัสไว้ในพาลบัณฑิตสูตร๔อย่างนี้ว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย บัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต บัณฑิตาปทาน ของ
บัณฑิต ๓ ประการเหล่านี้. ๓ ประการอะไรบ้าง ? ภิกษุทั้งหลาย
บัณฑิตในโลกนี้ ย่อมเป็นผู้คิดแต่เรื่องที่คิดดี พูดแต่คำพูดที่ดี และ
ทำแต่กรรมที่ทำดี."
อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่าใด ย่อมได้รับประโยชน์ทั้ง ๒ คือ
ปฏิบัติเพื่อได้รับประโยชน์นั้น, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าบัณฑิต เพราะ
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอุโภอัตถสูตร ในโกสลสังยุตอย่างนี้ว่า
"ธีรชนท่านเรียกว่า 'บัณฑิต' เพราะยึดไว้ได้
ซึ่งประโยชน์ (ทั้ง ๒) คือประโยชน์ในทิฏฐธรรม
และประโยชน์ในสัมปรายภพ."
ชนจำพวกใด ตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ ถือเอาแต่สิ่งอันมิใช่
ประโยชน์ทั้ง ๒, ชนจำพวกนั้น ชื่อว่าพาล. ความจริง ท่านเรียกชน
จำพวกนั้นว่าพาล ก็เพราะถือเอาสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ทั้ง ๒ และเรียก
ว่าพาล ก็เพราะตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒. กิริยาศัพท์ว่า " ลนฺติ"
นั้น จัดเข้าในหมวดธาตุมีภูธาตุเป็นต้น โดยข้อบังคับว่า ลา ธาตุ
มี ทฺวิ ศัพท์เป็นบทเคียง เป็นไปในความถือ. กิริยาศัพท์ว่า ลุนนฺติ
นั้น จัดเข้าในหมวดธาตุมีกี่ธาตุเป็นต้น โดยข้อบังคับว่า ลุธาตุ (มี
ทฺวิ ศัพท์เป็นบทเคียง) เป็นไปในความตัด.
ในคนพาลและบัณฑิตทั้ง ๒ พวกนั้น พวกบัณฑิตเท่านั้น
ควรเสพ, พวกคนพาล หาควรเสพไม่; เพราะพวกคนพาลเป็นเช่น
กับปลาเน่า, ผู้เสพคนพาลนั้น ก็เช่นกับใบไม้ห่อปลาเน่า ถึงความ
เป็นผู้อันวิญญูชนทั้งหลายควรทิ้งและเกลียดชัง. (ฝ่าย) บัณฑิต เป็น
เช่นกับของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น ถึงความเป็นผู้ควร
กับใบไม้ที่พันของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น ถึงความเป็นผู้ควร
สรรเสริญและฟูใจของวิญญูชนทั้งหลาย.
สัตว์ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ มีเว้นจากฆ่าสัตว์
เป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า บัณฑิต. อีกประการหนึ่ง พระ
พุทธะ พระปัจเจกพุทธะ พระมหาสาวก ๘๐ และพระสาวกของพระ
ตถาคตเหล่าอื่น ครูสุเนตต์ และอกิตติดาบสเป็นต้น
พึงทราบว่า "บัณฑิต." ท่านเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เรียกว่าบัณฑิต
เพราะดำเนินในประโยชน์ทั้งหลายด้วยปัญญาคติ. ด้วยเหตุนั้น
ใน อรรถกถาท่านจึงกล่าวว่า "เหล่าชนที่ชื่อว่าบัณฑิต เพราะดำเนิน
อธิบายว่า ไปในประโยชน์อันเป็นไปในภพนี้และภพหน้า ด้วยญาณ-
คติ. แม้ในสัททนีติปกรณ์ ท่านก็กล่าวไว้ว่า "ปฑิ ธาตุ เป็นไปใน
ความไป. ปัญญาใด ย่อมดำเนิน คือไปในประโยชน์ทั้งหลายแม้
อันสุขุม คือทราบอาการแม้เป็นต้นว่าความบีบคั้นแห่งอรินสัจมีทุกข์
เป็นต้น เหตุนั้น ปัญญานั้น จึงชื่อว่า ปัณฑา, ผู้ไป คือดำเนินไป
ได้แก่เป็นไป ด้วยปัญญาที่ชื่อว่าปัณฑา, เหตุนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิต,
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญา ชื่อว่า ปัณฑา ของผู้นี้ เกิดพร้อมแล้ว เหตุ
นั้น ผู้นี้ จึงชื่อว่า บัณฑิต ผู้ชื่อว่า บัณฑิต เพราะดำเนิน คือไป
ด้วยญาณคติ."
ส่วนลักษณะบัณฑิต พึงทราบด้วยสามารถแห่งสุจริตมีความ
คิดเรื่องที่คิดดีเป็นต้น ที่ตรัสไว้ในพาลบัณฑิตสูตร๔อย่างนี้ว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย บัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต บัณฑิตาปทาน ของ
บัณฑิต ๓ ประการเหล่านี้. ๓ ประการอะไรบ้าง ? ภิกษุทั้งหลาย
บัณฑิตในโลกนี้ ย่อมเป็นผู้คิดแต่เรื่องที่คิดดี พูดแต่คำพูดที่ดี และ
ทำแต่กรรมที่ทำดี."
อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่าใด ย่อมได้รับประโยชน์ทั้ง ๒ คือ
ปฏิบัติเพื่อได้รับประโยชน์นั้น, ชนเหล่านั้น ชื่อว่าบัณฑิต เพราะ
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอุโภอัตถสูตร* ในโกสลสังยุตอย่างนี้ว่า
"ธีรชนท่านเรียกว่า 'บัณฑิต' เพราะยึดไว้ได้
ซึ่งประโยชน์ (ทั้ง ๒) คือประโยชน์ในทิฏฐธรรม
และประโยชน์ในสัมปรายภพ."
ชนจำพวกใด ตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ ถือเอาแต่สิ่งอันมิใช่
ประโยชน์ทั้ง ๒, ชนจำพวกนั้น ชื่อว่าพาล. ความจริง ท่านเรียกชน
จำพวกนั้นว่าพาล ก็เพราะถือเอาสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ทั้ง ๒ และเรียก
ว่าพาล ก็เพราะตัดเสียซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒. กิริยาศัพท์ว่า " ลนฺติ"
นั้น จัดเข้าในหมวดธาตุมีภูธาตุเป็นต้น โดยข้อบังคับว่า ลา ธาตุ
มี ทฺวิ ศัพท์เป็นบทเคียง เป็นไปในความถือ. กิริยาศัพท์ว่า ลุนนฺติ
นั้น จัดเข้าในหมวดธาตุมีกี่ธาตุเป็นต้น โดยข้อบังคับว่า ลุธาตุ (มี
ทฺวิ ศัพท์เป็นบทเคียง) เป็นไปในความตัด.
ในคนพาลและบัณฑิตทั้ง ๒ พวกนั้น พวกบัณฑิตเท่านั้น
ควรเสพ, พวกคนพาล หาควรเสพไม่; เพราะพวกคนพาลเป็นเช่น
กับปลาเน่า, ผู้เสพคนพาลนั้น ก็เช่นกับใบไม้ห่อปลาเน่า ถึงความ
เป็นผู้อันวิญญูชนทั้งหลายควรทิ้งและเกลียดชัง. (ฝ่าย) บัณฑิต เป็น
เช่นกับของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น ถึงความเป็นผู้ควร
กับใบไม้ที่พันของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น ถึงความเป็นผู้ควร
สรรเสริญและฟูใจของวิญญูชนทั้งหลาย.
เพราะกลัวโดนสูบ(๕๕)