• เข้ามาอ่าน และแนะนำหนังสือสักเล่มค่ะ
  • "1984" ที่ยอร์ช ออร์เวล เขียนไว้ในปี 1948 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ นั้น
  • ออร์เวล จินตนาการที่ 3 อภิรัฐ โดยวาดภาพเหตุการณ์ที่อภิรัฐหนึ่งชื่อว่า โอชันเนีย
  • รัฐที่ว่านี้ มีกระทรวงแห่งความจริง(ซึ่งทำหน้าที่โป้ปดมดเท็จ)
  • มีคำขวัญใหญ่พาดหน้ากระทรวงนี้ว่า "สงครามคือสันติภาพ  เสรีภาพคือความเป็นทาส และ อวิชชาคือกำลัง"
  • ดิฉันอยากแนะนำให้ท่านทั้งหลายได้อ่านมันสักครั้ง
  • เพราะมันจะทำให้ท่านเข้าใจเรื่องของ "ชุดความคิด" ของค่าย-ฝ่าย-สี-พวก ที่ไม่อาจคุยกันรู้เรื่อง
  • ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะ "อวิชชาคือกำลัง" อย่างไรเล่าคะ
  • "อวิชชาคือกำลัง" เป็นเทคนิคในการควบคุมความคิดคนผ่าน "ความคิดสองชั้น" ซึ่งตล่อมให้ผู้คนสละ "อาตมัน"ของตนเข้าสู่ "ปรมาตมัน"ของ ป้อมค่ายฝ่าย-สี ด้วยการลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียง "สิ่งที่ต้องเข้าใจ" และ "สิ่งที่ต้องมองข้าม" ทำให้เกิด"การเมืองสองหน้า"และ "สงครามน้ำลาย" ที่งัดข้อและถกเถียงจากจุดยืนของความเป็นพวกเป็นฝ่าย ไม่ใช่จุดยืนของความมีศีลมีสัตย์
  • ดิฉันเข้าไปอ่านบทความนั้นตามลิงค์ที่คุณหมอให้ไว้  ดิฉันเห็นว่า นักหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันทำการบ้านน้อยไป ถ้าทำการบ้านดีกว่านี้ ถ้าไปค้นย้อนข้อมูลสนเทศตลาดหลักทรัพย์ช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ค้นข้อมูลสนเทศเรื่องสัมปทานในยุค รสช. จะได้ข้อมูลเนื้อๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งจะทำให้บทความมีพลังมากขึ้น และจะทำให้ปรากฎการณ์แสดงความเห็นโต้ตอบกันแบบข้างๆ คูๆ จะลดลง และจะช่วยให้ผู้คนได้สืบค้นที่มาที่ไปกันมากขึ้น
  • ข้อความในย่อหน้าที่แล้ว ถ้าดิฉันไปพูดในเวปพันทิป ห้องราชดำเนิน ก็จะถูกสาดโคลนทันทีว่า เป็นเสื้อเหลือง เพราะคนในสังคมป้อมค่าย ไม่เข้าใจเรื่องความเป็นอิสระ ไม่เข้าใจเรื่องการพิจารณาสิ่งต่างๆ ทีละประเด็นๆ ตามหลักฐาน ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ซึ่งจะทำให้เราสามารถรับฟังทุกฝ่ายได้ และยังคงมีความเห็นเป็นตัวของตัวเองได้  ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเพราะสังคมไทยได้หลงลืมบางเรื่องราวไป
  • สังคมไทยหลงลืม ความตรงไปตรงมา การว่าไปตามเนื้อผ้า ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก โดยถือเอาความมีศีลมีสัตย์ เป็นหลักในการยึดถือ 
  • ดิฉันเห็นว่า ถ้าอยากพลิกเปลี่ยนให้ วิชชาเป็นพลัง ขึ้นมา ผู้คนจะต้องมีความเป็นอิสระทางปัญญา และเอาศีลธรรมกลับมาให้ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปติดกับดักของความเป็นพวก
  • ดิฉันอยากบอกว่า
  • .*.*.*.
  • .....หากสำนึกแท้แท้รินแผ่หยาด
  • น้ำสะอาดทิพย์ใสอันไหลรี่
  • เราจะเคลื่อนเพื่อคลองธรรมย้ำวาที
  • หรือกู้ก้องเพรียกเสรีย่อมมีพลัง
  • .....หากผู้คนเป็นไทในใจจิต
  • ย่อมพิชิตความแปลกปลอมที่หลอมหลั่ง
  • หากใฝ่หาประชาธิปไตยใช่ในภวังค์
  • ย่อมน้อมฟังสร้างสำนึกผนึกตน
  • .....ทุกวันนี้ผู้คนทนทุกข์นัก
  • เพราะล้วนยักษ์กินเหยื่อแสวงผล
  • จะฝ่ายฟ้า,ทุน,ปืน ล้วนแสนกล
  • ใช้มวลชนเป็นเพียงฐานสะท้านใจ
  • .....สงครามค่ายฝ่ายสีวันนี้ระเบิด
  • ต่างชักเชิดกดดันกันรุกไล่
  • ผู้คนทุกข์ท่วมแผ่นดินผินหาใคร
  • หากเป็นไทไร้สังกัดถูกตัดรอน
  • .....แต่เหล่าไทไร้สังกัดเห็นชัดแจ๋ว
  • ใครเจื้อแจ้วแฝงประโยชน์ใครกะล่อน
  • หากเราไร้อำนาจขาดวงจร
  • แม้เหตุการณ์สั่งสอนเรานมนาน
  • .....วันข้างหน้า
  • ฝ่ายใดหลั่งเลือดน้ำตาออกฉ่าฉาน
  • ผู้เป็นไทย่อมใฝ่หาอภัยทาน
  • พรหมวิหารเพื่อปักปักษ์รักษาชน
  • .*.*.*.*.*.
  • ในฐานะชาวบ้านสามัญซึ่งมีแต่ตัวกับหัวใจ ดิฉันตระเตรียมตนเองไว้เช่นนั้น ในวันนี้ ผู้เป็นไทฝักใฝ่ธรรมอาจต้องซุกซอนซ่อนตน เพราะสงครามย่อมดึงดูดเอาคนทั้งดีและไม่ดีเข้าไปทั้งสองฝ่าย หรือสามสี่ฝ่ายก็ตาม ตามที่มันคลี่คลายไป เมื่อมีสงคราม ก็มีการทำลายล้างกันและกัน  ดิฉันคิดว่า คนอิสระ ไร้สังกัด ฝักใฝ่ธรรมะจะทำอะไรได้ นอกจากถึงเวลาที่ฝุ่นเลิกตลบ เราต้องหากันให้พบ เพื่อช่วยกันฝังศพผู้เสียชีวิต เช็ดเลือด เช็ดน้ำตา เยียวยาให้ผู้บาดเจ็บ ทุกค่าย ทุกฝ่าย ทุกสี 
  • สร้างสรรค์สังคมมนุษย์ขึ้นมาใหม่
  • ขอให้ธรรมคุ้มครอง บุญรักษา และอยู่เย็นเป็นสุขทุกท่านค่ะ