ศิลปศาสตร์แห่งการเป็นกระบวนกร

 

ที่เชียงรายนี้มีชุมชนกระบวนกร เหมือนที่อื่นถิ่นอื่นอาจจะมีการผลิตอะไรขายเป็นสินค้าประจำหมู่บ้านหรือตำบล ที่เชียงรายมีชุมชนจิตวิวัฒน์ ที่เรียนรู้เรื่องการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการวิวัฒน์

เราเรียกผู้ฝึกฝนศิลปะแขนงนี้ว่า "กระบวนกร" ภาษาฝรั่งอาจจะตรงกับคำว่า "Facilitator" กระมัง โดยมีลักษณะเด่นๆ สองประการ คือ

หนึ่ง ทฤษฎีการเรียนรู้ที่อยู่เบื้องหลังอันเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา และเป็นความรู้ในด้านการวิจัยสมองล่าสุด ณ พรมแดนความรู้ ที่มีสมมติฐานว่ามนุษย์มีกระบวนการเรียนรู้เป็นเมล็ดพันธุ์ในตนอยู่แล้ว กระบวนการที่เราจัดทำเพียงสะกิดหรือเกาให้ถูกที่คันเพื่อให้การเรียนรู้นั้นๆ ได้ระเบิดตัวออกมาเป็นปฏิกิริยาทางนิวเคลียร์อันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่

สอง การเรียนรู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ของปัจเจก เมื่อเรามีกติกาและท่าทีกับการพูดคุยที่เหมาะสม เราจะได้เข้าถึงการเรียนรู้แบบสมุหภาพ หรือ collective หรือการเรียนรู้ระดับกลุ่มชน ที่นำพามนุษย์ไปสู่ภูมิปัญญาอันสูงกว่าในระดับปัจเจก

ทั้งสองประเด็นแห่งการเรียนรู้จึงถูกแปลความออกมาเป็นทั้งเนื้อหาให้ได้เรียนรู้เข้าใจ และเป็นกระบวนการและกิจกรรมที่นำพาผู้คนได้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ที่เนื้อหาเพียงเท่านั้น หากเข้าไปเกี่ยวพันกับสมองทั้งสามชั้น ปัญญาสามฐาน เราไม่ได้ดูแลเฉพาะแต่เรื่องของความคิด แต่เราได้ดูแลพลังชีวิตด้วย เจตจำนงด้วย อารมณ์ความรู้สึกด้วย

และในเรื่องความคิดเราไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระนาบของพุทธิปัญญา แต่เรายังดำเนินไปในดินแดนของการบ่มเพาะญาณทรรศนะ คือเราทำกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องกายผสมผสานไปกับเรื่องของหัวใจและหัวสมองไปในเวลาเดียวกัน

จึงไม่ใช่ความรู้ที่แห้งแล้งปราศจากความรู้สึก หรือขาดพลังแห่งปฏิบัติการ การแบ่งแยกนั้นได้สลายตัวไปในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมที่เข้ากันได้กับธรรมชาติแท้จริงแห่งการเรียนรู้ของมนุษย์

โหมดปกติ เจ้าตัวเล็ก คลื่นสมองอัลฟา ผสานปัญญาสามฐาน พื้นที่การเรียนรู้ผ่านมิติของจิตไร้สำนึก โยนิโสมนสิการและวิปัสสนาญาณ

เราจะนำเอาองค์ความรู้ต่างๆ มาผสมผสานกัน แต่มุ่งชี้ไปยังสภาวะเดียวกัน ในการเปิดพื้นที่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่คิดค้นกันขึ้นในกระบวนการเรียนรู้แบบสุนทรียสนทนา

เราจะเห็นได้ว่า ในโหมดปกป้องนั้น ชีวิตจะถดถอยจากสภาวะปกติ หรือโหมดปกติ

กล่าวคือชีวิตจะหยุดและปิดการเรียนรู้ไปอย่างอัตโนมัติ ปัญญาสามฐาน หรือสมองสามชั้นจะทำงานอยู่ในฐานของความกลัว ร่องอารมณ์และเทปม้วนเก่า โดยลำดับ

แต่ในโหมดปกติ ชีวิตจะเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติธรรมดา เราจะกล้า ไม่กลัว เราจะมีอารมณ์ดี ไม่ตกอยู่ในร่องอารมณ์ เราจะรู้สึกปลอดโปร่ง เราจะยืดหยุ่นสร้างสรรค์ในทางความคิด

นี่เองคือการเปิดออกของพื้นที่แห่งการเรียนรู้

เราจะจดจำโหมดของชีวิตว่าปกติหรือไม่ ได้อย่างง่ายๆ โดยจดจำคุณลักษณะของคลื่นสมองสองคลื่น คือคลื่นเบต้า กับคลื่นอัลฟา เวลาเราอยู่ในโหมดปกติ สมองของเราจะเป็นคลื่นอัลฟา แต่ในโหมดปกป้องสมองของเราจะอยู่ในคลื่นเบต้า ที่มีความถี่ 14-21 รอบต่อวินาที ในขณะที่คลื่นอัลฟามีความถี่ 7-14 รอบต่อวินาที

ในคลื่นเบต้า คุณลักษณะของมันคือ เราจะรู้สึกเร่งรีบบีบคั้น ดังนั้น เมื่อเรารู้สึกเร่งรีบบีบคั้นนั้น แสดงว่าเราอยู่ในคลื่นเบต้าแล้ว เราอยู่ในโหมดปกป้องแล้ว ในขณะที่ในคลื่นอัลฟานั้น เราจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ แบบตื่นตัว ไม่ใช่หลับใหล

อีกประการหนึ่งในคลื่นอัลฟานั้น เราเปิดมิติการทำงานร่วมกันระหว่างจิตสำนึกกับจิตไร้สำนึก ในคลื่นเบต้า เนื่องจากเสียงดังของเจ้าตัวช่างพูด หรือ talking self ในศาสตร์แห่งแม่มด จะพร่ำบ่นและตัดสินคน ตัดสินความอยู่ตลอดเวลา มันจึงไม่อาจได้ยินเสียงของจิตไร้สำนึก แต่ในคลื่นอัลฟา ซึ่งเป็นคลื่นของเจ้าตัวเล็ก หรือ younger self ในศาสตร์แห่งแม่มดนั้น มีการพูดคุยกันระหว่างจิตสำนึกและจิตไร้สำนึกอยู่ตลอดเวลา มีการฝากโจทย์จากจิตสำนึกไปยังจิตไร้สำนึก หรือจากหยดน้ำไปถึงมหาสมุทร

เพราะเมื่อเทียบเคียงกัน หากจิตสำนึกเทียบได้กับหยดน้ำ จิตไร้สำนึกย่อมอาจเทียบได้กับมหาสมุทร จิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นองค์กรจัดการตัวเอง เป็นประดุจคอมพิวเตอร์ที่มีชีวิต ซึ่งจะทำงานตอบคำถามให้แก่เราได้ทุกๆ เรื่อง