นัยยะที่เราพอจะน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ก็คือ หากทำความดีแล้ว มีคนว่า มีแรงเสียดทานจากสังคมรอบข้าง หากเราหนักแน่นในสิ่งที่ทำ ตระหนักรู้ว่าคือสิ่งที่ดีแท้

สร้างประโยชน์สุข ก็ต้อง "ชั่งหัวมัน" กับโลกธรรม ๘ เหล่านั้น

หรือหากชวนเพื่อนๆทำความดี ชวนทำโครงงานคุณธรรม ฟังธัมมะแท้ในพระพุทธศาสนาที่ก่อสัมมาทิฐิ หรือให้หันมาใช้ชีวิตพอเพียง ชวนโรงเรียนทำการศึกษาแบบนอกกรอบ นอกระบบ พบนายกก็แล้ว พบเจ้ากระทรวงก็แล้ว พบสว.ก็แล้ว พยายามเต็มความสามารถแล้ว

เขายังไม่สนใจ มองไม่เห็นคุณค่า ตระหนักตื่นรู้

ยังเอาแต่ปฎิรูปการศึกษาแบบไร้ผล ไม่ยอมปฎิวัติการศึกษากลับส่งเสริมธุรกิจการศึกษา

พ่อแม่เด็ก และคุณครู ก็ตกบ่วงการแข่งขัน เอาแต่เรียนพิเศษตามค่านิยมสังคมโมหะภูมิ

เติมศักยภาพของสมองด้านความจำระยะสั้นด้านเดียว ยังทำตัวตกเป็นทาสบริโภคนิยม ส่งให้เรียนสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคนตามคำโฆษณาโดยไม่รู้ว่าจะลงเหว

เมื่อเมตตา กรุณา มุทิตา เต็มที่แล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องวางใจให้ อุเบกขา แบบ "ชั่งหัวมัน" พ่อแม่ผู้ปกครองส่งให้เรียน เสียเงินเสียทองไปแล้ว 4-5แสน ถ้าโชคดีเรียนจนจบมหาลัย ปี4 ออกมาแล้วก็พบว่าตัวเองไม่ได้อะไร ความรู้ในวิชาคืนครูไปหมด ทำอะไรไม่เป็น คิดสร้างสรรค์ไม่ได้ ถ้าเก่งก็เก่งแบบเห็นแก่ตัว

ก็ต้อง... "ชั่งหัวมัน"

ในยุควิกฤติสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองที่จะมาถึงเร็วๆนี้ ใครมีสัมมาทิฐิ ใช้ชีวิตพอเพียง ตั้งใจทำความดีด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ อย่างเต็มความสามารถก็จะได้ผลตามเหตุที่ทำ รากหญ้าจะอยู่รอด

หากเหล่าอำมาตย์ยังโกงกิน ยึดเงินมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่น้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำมาใช้ ยังสร้างความแตกแยก นำพาประเทศชาติลงเหว ไปสู่ความวิบัติ

ใครทำอะไรก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น หากพยายามเต็มที่แล้ว... ที่เหลือก็ต้อง.. "ช่างหัวมัน"

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ จะใช่เรื่องจริงก็ไม่ใช่ จะใช่เรื่องสมมุติก็ไม่ใช่

ก็วางใจแบบ "อตัมมยตา" ตามคำท่านพุทธทาส คือ "กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย