ตอนนี้ที่ศูนย์มะเร็ง อุบลราชธานี ก็มีปัญหาไม่มียามอร์ฟีนเม็ด และแคปซูลใข้กับผู้ป่วยมะเร็งที่มีความปวด
ส่วนการแก้ปัญหาที่ทำมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 คือการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยมะเร็งที่มีความปวด เมื่อพบยาที่ไม่ได้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา ก็จะทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติในการขอคืนยาที่ไม่ได้ใช้ รวมทั้งกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว ก็จะขอยาคืนกลับมาเป็นกองทุนยาเพื่อผู้ป่วยยากไร้โดยเอามาเติมยาส่วนขาดจาก สิทธิที่เบิกยาไม่ได้ตามจำนวนที่ต้องใช้จริง และนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ที่โรงพยาบาลไม่สามารถจ่ายยาให้ได้ ซึ่งหมายรวมถึงกรณีที่ไม่มียาจ่ายเพราะอยู่ในช่วงยาหมดโรงพยาบาล
แต่ผู้ป่วยมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ยาตามแผนการรักษาของวิสัญญีแพทย์ ที่ปรึกษาของคลินิกระงับปวด ศูนย์มะเร็ง อุบลราชธานี
และจากการทำงานดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีความปวดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 พบว่าการใช้ยามอร์ฟีนมีทั้งไม่เพียงพอและ เกินความจำเป็น ซึ่งน่าที่จะมีแนวทางที่เหมาะสมแก่ทีมบุคลากรฯที่อาจไม่อยู่ในส่วนที่ดูแลผู้ป่วยแบบเฉพาะทาง ได้ใช้เป็นแนวทางกำกับในการทำงาน เช่นกรณีนำยามอร์ฟีนมาบดเป็นการทำลายคุณค่าของคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา หรือกรณีที่ใช้แผ่นแปะแก้ปวดในที่สามารถทานยาได้ก็ดูจะไม่เหมาะสมกับการบริหารยาและภาวะเศรษฐกิจของโรงพยาบาลและประเทศไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านยาที่น่าเสียดายและสุดท้ายอันตรายที่จะเกิดกับผู้ป่วยนั้น อาจไม่คุ้มค่ากับการลองผิดลองถูกนะคะ