องค์การ ผู้นำ เจ้านาย ลูกน้อง ลิง ลา หมา จิ้งจก

            องค์การต่างๆ จะมีวัฒนธรรมองค์การ ( culture ) ที่แตกต่างกัน จะมีทั้งผู้ที่เสียสละและทุ่มเทกับการทำงาน ในทางกลับกันก็จะมีพวกเอาเปรียบและกอบโกยแต่ผลประโยชน์ เรื่องลิงกับลา ก็เหมือนคน 2 จำพวกที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วน หมากับจิ้งจก ก็เช่นเดียวกัน ทุกองค์การมีเหมือนกันหมด องค์การมากมายมักจะคุยและโฆษณาว่าเป็นบริษัทธรรมาภิบาล ( good governance) อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง ให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า ไ' อ้ายแตหลอ อเมริกาเป็นต้นแบบแท้ๆ ยังตบแต่งบัญชีโกงกันสะบั้นหั่นแหลก วกกลับมาเรื่อง ลิงกับลา อีกครั้งต้องดูด้วยว่าองค์การที่ท่านอยู่ หรือหัวหน้าที่ท่านมี ทำงานแบบใดท่านก็ต้องทำแบบนั้น จะทำเป็นฝ่ายตรงข้ามก็พัง เพราะฉะนั้นพฤติกรรม ( behavior ) เป็นของท่านที่เลือกจะเป็น ซึ่งยังไงก็หนีไม่พ้น ระหว่าง ลิง กับ ลา แต่ถ้าให้ (ไม่) ดีควรเป็น หมา(ไม่เห่าแต่เลีย) และจิ้งจก(ไม่กินแมลงแต่เปลี่ยนสี) ซะสิ้นเรื่อง.... ซึ่งมันร้ายกว่า สองตัวหน้ามากเยย..........

ลิงกับลา
         หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของ ต่างๆ ได้รับความเสียหาย ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจกบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นลักษณะประจำตัวอยู่แล้วก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อ ค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะ ขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เอง คือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมา ทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย ดูกร..เธอทั้งหลาย... คนหลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับต้องถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ ต้องการชี้ให้เห็นถึง "ความเป็นผู้นำ" ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไป ตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่า ลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จัก สำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน

           เหตุที่องค์การต้องเหน็ดเหน่อย ทรมานอยู่กันทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของ "ผู้นำ" ที่ "ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์" ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจา ตรงไปตรงมาแต่ไร้เลห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมากพรีเซ็นต์เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้ ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบายนั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสียสละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุม "ลิง" สกัดกั้น "หมา" และ "จิ้งจก" เพราะไม่เช่นนั้น องค์การก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้า "ลิงสงบ" "หมาเงียบ" "จิ้งจกหาย" องค์การก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยืนและสามารถพัฒนาองค์การต่อไปอย่างไม่หยุดหยั้งได้ด้วย.