ธรรมชาติได้รังสรรค์สิ่งมีชีวิตให้มีความแตกต่าง และมีความหลายหลาย เพื่อให้เกิดความสมดุลกัน

ดังนั้นสิ่งทั้งปวงบนโลกใบนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ และความสมบูรณ์แบบที่มนุษย์ได้จำกัดนิยามมาล้วนเป็นกติกาในการยกย่องผู้ที่

ปฎิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั้นก็ไม่การันตีว่าจะทำให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ทางด้านจริยธรรม

ลูกศิษย์ก็เช่นกัน มีหลายครั้งหลายคราที่มักพบว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนอาจไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

แล้วอะไร ที่เป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของสังคมสมัยนี้

คนส่วนใหญ่มักให้ความหมายของคำว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเรียน คือผู้ที่สามารถสอบผ่านทุกวิชาด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูง ซึ่งจะ

สูงขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละครอบครัว หรือแม้กระทั่งการสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แน่นอนเด็กพวกนี้ต้องมี

อนาคตที่สวยงาม เพราะพวกเค้าเหล่านั้นได้ทำหน้าที่การเรียนได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าจะให้เปรียบก็คงไม่ต่างกับถังน้ำที่ไม่มีรอยแตก ซึ่ง

ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ข้อตำหนิ

แล้วถังน้ำที่มีรอยแตกล่ะ ใช่แน่นั้นคือลูกศิษย์ที่มีเกรดเฉลี่ยต่ำ จะสอบผ่านไม่ผ่านแล สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ทำให้หัวใจครู

หลายๆคนกระวนกระวาย ไม่เป็นสุข และต้องมานั่งปวดหัวกับลูกศิลย์เหล่านั้นว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถผ่านเกณฑ์การเรียน

ที่สังคมได้บัญญัติกันขึ้นมาเป็นกรอบ กติกา กักขังความคิดอันกว้างไกลของโลกใบนี้ และใช้คำสวยหรูต่างๆนาๆ ทำให้ลืมไปแล้วว่า

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดของการเรียน

เกรดเฉลี่ย หรือ ความรู้

ชายจีน ในเรื่องนี้กำลังชี้ให้เห็นการใช้ความแตกต่างของถังน้ำทั้ง2 ใบ ใบหนึ่งสมบูรณ์แบบ ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่อีกใบตรงกัน

ข้าม แต่เค้าไม่นึกรังเกียจ กลับใช้ข้อบกพร่องของถังใบนั้นให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา ไม่ใช่สิ สำหรับชายจีนถังน้ำใบที่สองไม่ได้มีข้อ

บกพร่องเลยสะด้วยซ้ำ ลองนึกดูเล่นๆถ้า

1. ชายจีนคนนั้นเปรียบเหมือนครู จะเป็นครูที่ลูกศิลย์รักมากที่สุด โดยเฉพาะกับเด็กที่เรียนไม่เก่ง ไม่มีความสามารถโดดเด่น ไม่มี

อะไรเลย มีแค่ความธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง บางครั้งอาจทำตัวนอกลู่นอกทางสะด้วยซ้ำ คงไม่ผิดใช่ไหมที่พวกเค้าจะรู้สึกแบบนี้ รู้สึก

ว่าสิ่งทีพวกเขาเป็น ไม่ใช่ปมด้อย แต่เป็นธรรมชาติของตัวเอง รู้สึกว่าทุกคนมีความแตกต่าง ต้องให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นความคิดผู้อื่น

ไม่ยกตนข่ม ไม่เคร่งครัดกับชีวิตเสียจนแบกรับความผิดหวังไม่ได้ โดยเฉพาะผลการเรียน รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร และใช้สิ่งเหล่านั้น

อย่างไรถึงจะอยู่ในกรอบที่สังคมตั้งไว้ (แต่ก้ได้แค่ตั้งไว้แระ เพราะจินตนาการนั้นกว้างกว่าขอบเขตที่สังคมกำหนดสะอีก) ความรู้สึก

เหล่านี้ล้วนมาจากส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการสอน การปลูกฝัง ค่านิยม ของตัวครูเอง มีคำกล่าวจากหนังเรื่องหนึ่งว่า

"ที่พึ่งของลูกศิลย์ คือครู" ดังนั้นเรามามองย้อนดูว่า ในปัจจุบันนี้ ครูเป็นที่พึ่งของลูกศิลย์ได้หรือยัง ไม่ใช่แค่การเรียนเท่านั้น แต่นั้น

รวมถึงความรู้สึกและจิตใจด้วย จากตรงนี้จึงเกิดประเด็นคำถามขึ้นว่า แล้วจะมีครูสักกี่คน ที่ลูกศิลย์เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเอง

2 ถ้าชายจีนคนนั้นเปรียบเหมือนสังคมล่ะ แน่นอนสังคมนั้นต้องเป็นสังคมที่น่าอยู่ เพราะมิได้กีดกัด และดูถูก ดูแคลน และมีค่านิยม

แบบปัจจุบัน เพราะสังคมเหล่านั้นจะมองเห็นประโยชน์ และดูคุณค่าของมนุษย์เสียมากกว่า ผลการเรียน ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย ทุก

คนจะอยู่ร่วมกันอย่างไม่อคติ ไม่เหยียดหยาบกันเช่นดังทุกวันนี้

ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ เป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และหวังอย่างยิ่งว่า สังคมไทยคงจะเป็นสังคมแบบชายจีน และมีครูที่

เป็นครูโดยแท้จริง ...

(ปล. สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูนุ้ยเองค่ะ แวะมาทักทายค่ะ ออ อาจไม่ค่อยตรงประเด็นน่ะค่ะ แต่หนูรู้ว่าอาจารย์เป็นคนเปิดกว้างเสมอ อิอิอิ )