การมอง Public as a patient ในการสื่อสารนั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตบางประการดังนี้
ความแตกต่างระหว่าง ผู้ให้สารกับผู้รับสาร ผู้ให้สารซึ่งเป็นแพทย์หรือนักวิชาชีพ จะมีกรอบแห่งการอ้างอิง (Frame of Reference) ที่แตกต่างจากผู้รับสาร ในฐานะแพทย์ การจะข้าใจว่า เขาเป็นใคร อยู่ในบริบทอะไร หากเรามองตามกรอบนักวิชาชีพ เราอาจเห็นภาพที่แตกต่างจากภาพที่ชาวบ้านมองตนเองหรือชุมชนของตนเอง เพราะใช้กรอบแห่งการอ้างอิงที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีประสบการณ์และ Concern แตกต่างกัน ทำให้สารที่ส่งไป ถูกแปลความหมายแตกต่างกันออกไป ดังมีเรื่องตลกที่น่าเศร้า เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น การบอกให้ผู้ป่วยไปรอรับยาฝั่งโน้น ผู้ป่วยนั่งเรือข้ามไปทางฝั่งท่าพระจันทร์ รอรับยาจนเย็น หรือ Dirty Joke ที่มีเรื่องเล่าว่า ภรรยามาเป็นเพื่อสามีมาหาหมอ รับยากลับไปบ้านพร้อมตำสั่งแพทย์ให้ยาไปและบอกว่า “สี่ห้าวันแล้วกลับมาดูผล” เมื่อกลับได้สามวัน ผู้ป่วยกลับมาหาหมอและบอกว่า “หมอให้สี่ ห้าวัน แค่สามวันค่อยก็จะตายอยู่แล้ว.....”
การสื่อสารรายบุคคล เช่นระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยซึ่งมักจะเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way communication) จะแตกต่างกับการสื่อสารกับสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น การสื่อสารทางเดียว (One-way communication) ซึ่งจะต้องระวังมาก เช่นการเพิ่มระดับความตื่นตัว (Alert) ของไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ทำให้สาธารณะ ตระหนก เพราะสารที่ออกไปทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน โดยมองว่า การแพร่ระบาดเร็ว เป็นความรุนแรง (Severity) นั่นคือ เข้าใจไปว่า แพร่เร็ว ป่วยเร็ว ตายเร็วเพราะเป็นแล้วมีโอกาสตายสูง
การสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์ จึงเป็นสมรรถนะหลักอย่างหนึ่งของนักวิชาชีพสาธารณสุขใหม่