ไหว้สาลุงหนานพรหมมา

อ้อ มันเป็นเช่นนี้เองเนอเจ้า

เท่าที่อ่านมา เกี่ยวกับขึดในหลายๆ เรื่องที่ลุงหนานพรหมมาได้เขียนไว้ มักจะขึดตรงที่มันเกี่ยวเนื่องกับการอยู่ร่วมกันในสังคมชุมชนอย่างสันติสุข แลมีมารยาทรู้กาลเทศะนี่เอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกคนเคารพกติกาในการอยู่ร่วมกัน และซื่อสัตย์ในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน หากใครเห็นแก่ได้กระทำการที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่สนใจประโยชน์ส่วนรวม หรือเห็นแก่ตัวด้วยมากกิเลสตัณหา จักนำพามาซึ่งหายนะ โดนสังคมลงโทษ แลกรรมตามสนอง

ผะหญาล้านนาเป็นเช่นนี้นี่เอง

ช่างดีล้ำเหลือเนอเจ้า

หากอนุชนรุ่นหลังถึงรุ่นปัจจุบันทุกรุ่น รวมทั้งวัยกลางคนแลวัยใกล้เฒ่าชราได้ดำรงรักษาแนวทางดำเนินชีวิตเช่นนี้ไว้ โดยเฉพาะกับการเคารพกติกาในการอยู่ร่วมกัน และซื่อสัตย์ในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งนั้น ย่อมทำให้สังคมสงบสุข

สังคมปัจจุบัน เป็นสังคมแห่งวัตถุนิยม ผู้คนจึงมีกิเลสตัณหานานับประการสมานกันเข้าเสมือนเป็นมะเร็งร้ายก้อนใหญ่ของชาติ กล้ากระทำการอุกอาจอย่างไร้หิริโอตตัปปะด้วยกิเลสตัณหาบังตา ลุกลามไปจนไม่รู้ว่าจักเยียวยาได้หรือไม่ แลเมื่อใดจะหายจากมะเร็งร้าย หากหมู่คนทั้งหลายดำรงชีวิตโดยใช้แนวทางวิถีพุทธ เช่น ศีล ๕ ฯลฯ และเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่พ่อหลวงของปวงชนได้สอนไว้ ชี้ทางไว้ ร่วมกับผะหญาล้านนาภูมิปัญญาล้านนาอันมีค่าควรเมืองมาใช้ในชีวิตประจำวัน น่าจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยเยียวยาให้ค่อยๆ หายจากมะเร็งร้าย แลก้อนมะเร็งร้ายคงจะค่อยๆ ลดขนาดลงไปเอง

ข้าเจ้าบ่ใช่คนเมือง หากภาษาที่ใช้ผิดหลักไปพ่อง ก็ขอสุมาเต๊อะเจ้า

ยินดีจั้ดนักเนอเจ้า สำหรับความรู้บ่ะเก่า (โบราณ) ที่ลุงหนานพรหมมานำมาเล่าสู่กันฟัง