ผมชอบการวิวาทะ เรื่องการตีความรหัสทางวัฒนธรรมระหว่างอาจารย์ศุภรักษ์ กับอาจารย์อติศักด์ มากครับ อ่านแล้วได้แง่คิด มาคิดต่อ เป็นการวิวาทะเพื่อทำให้ประเด็น เรื่อง รหัสทางวัฒนธรรม ที่คุณเด่นดนัยถามข้างต้น แจ่มชัดขึ้น

โดย อาจารย์ศุภรักษ์ ได้ยกตัวอย่าง บุญบั้งไฟ ว่า มันมีรหัสทางวัฒนธรรมแฝง คือมันซ่อนรหัสว่าเป็นพิธีกรรมของเพศชาย (จะช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ว่า ทำไมต้องมีพิธีกรรมนี้เพื่อเพศชาย ไม่ใช่เพื่อเพศหญิง) ซึ่งกิจกรรมหลายอย่างเพศชายในช่วงชีวิตประจำวันปกติทำไม่ได้ (ทำไมทำไม่ได้ เดี่ยวอธิบายเพิ่มเติม) แต่ในงานบุญทำได้ เช่น สามารถพูดจาลามก แซวคนนั้นทีคนนี้ที กินเหล้า แข่งพนัน ฯลฯ การอธิบายเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะได้ใช้กรอบแนวคิด โครงสร้างและการหน้าที่ (structural- functionalism) เป็นกรอบการวิเคราะห์ คือ มองว่าพิธีกรรมทางสังคมวัฒนธรรมต่างๆ มีหน้าที่บางอย่างกำกับอยู่ (ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ) หรือเป็นไปเพื่อการหน้าที่อะไรบางอย่าง ที่สำคัญหน้าที่ของพิธีกรรมส่วนมากก็เป็นไปเพื่อให้ระบบโครงสร้างสังคมมันดำรงอยู่ได้ ดำเนินตามปกติ ไม่เกิดความขัดแย้ง

กลับมาที่บุญบั้งไฟ ว่ามีการหน้าที่อะไร

คือการที่จะเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ศุภรักษ์ บอกว่า มันเป็นพิธีกรรมของเพศชาย หากจะวิเคราะห์ด้วยแนวคิดโครงสร้างและการหน้าที่ ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมอีสานก่อน คือวัฒนธรรมอีสาน หลังแต่งงานผู้ชายจะย้ายมาอยู่บ้านภรรยา กลายมาเป็นแรงงานของครอบครัวทางภรรยา ตกอยู่ภายใต้สายตา เครือญาติครอบครัวฝ่ายภรรยาตลอด เอาเป็นว่า กิน ขี้ ปี้ นอน นี่อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมญาติฝ่ายเมียหมด ซึ่งก็พอเดาได้ว่า ก็คงเครียดพอดู นอกจากนั้น ลูกเขยก็ถูกคาดหวังในการเป็นแรงงาน เช่น ทำนา หรือทำหน้าที่ทางสังคมต่างๆๆ นานา ดังนั้น มันก็ต้องมีช่องทางให้ผู้ชายในสังคมได้ระบายความเครียดกันบ้าง เพราะถูกคาดหวังจากหน้าที่บทบาทเพศชายมาก ไม่งั้นสังคมก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ (พวกนิทานก้อม จึงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่องพ่อตา ลูกเขย และเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง ลูกเขยแกล้งพ่อตา แบบเจ็บๆ แสบๆๆ ตลกร้าย ซึ่งในชีวิตจริงทำไม่ได้ )

บุญบั้งไฟก็เป็นหนึ่งในพิธีกรรมที่ว่า คือ อนุญาตให้ผู้ชายในงานบุญทำอะไรที่ในชีวิตประจำวันทำไม่ได้เช่น ทำอะไรบ้าๆๆ บอๆๆ ดื่มเหล้า แกล้งชกต่อย แซวสาว เล่นพนัน ล้อพ่อตา แม่ยาย ทำได้หมด ฯลฯ ในอดีตถึงขนาดนางรำในพิธีแห่บั้งไฟเป็นผู้ชาย แต่งชุดผู้หญิง ใส่ผ้าถุง แต่งหน้า แต่งตา ทาปาก คิดดู มันทำอะไรบ้า บอ ได้ขนาดนั้นในบุญบั้งไฟ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นผู้หญิงรำก็ตอนบุญบั้งไฟได้รับการพัฒนาให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในช่วงหลังๆ และที่ต้องมาแสดงออกในงานบั้งไฟ ก็เพราะมันใกล้ฤดูทำนา ที่ผู้ชายจะเหนื่อยอีกรอบแล้ว ก็ต้องมีพิธีกรรมอะไรเป็นไปเพื่อปลดปล่อยก่อนลงงานหนัก

นอกจากนั้น บุญบั้งไฟ ก็ยังมีหน้าที่รักษาเครือข่ายทางสังคม คือ พอหมู่บ้านหนึ่งจัด ญาติ เพื่อนฝูง เสี่ยว อีกหมู่บ้านก็จะมาร่วมงานบุญ มาช่วยทำบั้งไฟ มากิน มาดื่ม เป็นการรักษาเครือข่ายทางสังคม ก่อนงานหลักจะมาถึงซึ่งก็คือทำนา

หากจะอธิบายด้วยแนวคิดโครงสร้างและการหน้าที่ของบุญบั้งไฟ ก็น่าจะประมาณนี้ ที่อาจารย์ศุภรักษ์บอกว่าเป็นพิธีกรรมของเพศชาย ก็น่าจะประมาณนี้

สำหรับอาจารย์อติศักดิ์ ผมเดาว่าตีความบุญบั้งไฟด้วยแนวคิด การวิเคราะห์ระบบสัญลักษณ์ คือมองว่าระบบวัฒนธรรม ประกอบขึ้นจากระบบสัญลักษณ์ต่างๆ ดังนั้น เราจะเข้าใจรหัสทางวัฒนธรรมก็ต้องตีความสัญลักษณ์ทีแสดงออกในวัฒนธรรมนั้นๆ จึงจะเข้าใจวัฒนธรรมได้ (คือ เราจะไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมได้ตรงๆ จึงต้องทำทางอ้อมคือตีความสัญลักษณ์เอา) ในงานบุญบั้งไฟ มีสัญลักษณ์ให้ตีความต่างๆ นานา มากมาย อาจารย์อติศักดิ์ได้หยิบยกสัญลักษณ์หนึ่งในงานมา คือ ปลัดขิก ที่มีการแห่แหนในพิธีด้วย โดยตีความว่า ปลัดขิกเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ เพราะปลักขิกแทน อวัยวะเพศชาย และการร่วมเพศ ซึ่งมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์, Fertilization หรือ การเพิ่มพูนผลผลิต (การร่วมเพศเป็นไปเพื่อการเกิด การเพิ่ม) ดังนั้น งานบุญบั้งไฟ ก็เลยเป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมชาวนา ที่ต้องทำเพื่อขอฝน หรือเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพราะวิถีชีวิตชาวนาฝากไว้กับฝนฟ้าและการทำนา

การวิเคราะห์รหัสทางวัฒนธรรม ที่คุณเด่นดนัย ถาม ทั้งของอาจารย์ศุภรักษ์และอาจารย์อติศักดิ์ผลจึงออกมาต่างกัน เพราะใช้กรอบวิเคราะห์ต่างกัน และทั้งสองกรอบก็น่าสนใจทั้งคู่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าผิดหรือถูก ชาวบ้านก็ไม่รู้ เพราะรหัสวัฒนธรรมมันถ่ายทอดและแฝงอยู่ระดับจิตไร้สำนึก บางทีก็ทำโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ยิ่งนักวิจัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลืมไปได้เลย เพราะในเมื่อใช้กรอบแบบหนึ่งอธิบายมันก็ต้องถูกตามหลักการของกรอบนั้นๆ

หากเป็นผู้เขียน ลองใช้แนวคิดเพศสภาพ หรือ gender วิเคราะห์ มันก็จะออกมาอีกแบบ คือ บุญบั้งไฟ เป็นพิธีกรรมของเพศชายที่ทำขึ้นเพื่อตอกย้ำโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแห่งการกดขี่เพศหญิง ให้ดำรงอยู่ในสังคมต่อไป เพราะหากจะดูรูปแบบพิธีกรรม ตัวแสดงหลักแล้วมักจะเป็นบทบาทของเพศชาย ส่วนผู้หญิง เด็ก คนแก่ มีหน้าที่นั่งรอชม พิธีกรรมแห่งอำนาจที่ว่านี้แสดงออกอยู่นอกเวที

บุญบั้งไฟ ตอกย้ำความหน้าเกรงขาม อำนาจชายเป็นใหญ่ ที่แสดงออกผ่านพิธีกรรมและการแสดงต่างๆ ของเพศชายที่ร่วมงาน